ในฐานะที่เป็นมนุษ์ตัวเล็กๆๆคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงเรียกและเลี้ยงดูมาตลอดเวลาช่วงชีวิตต่อแต่นี้ไป 24ชั่วโมงคือการรับใช้พระเจ้าในทุกๆๆด้าน ขอพระเจ้าทรงนำพาหนทางให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิดเอเมน
วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556
จงนำทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไว้ที่การพึ่งพึงต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน
วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556
สวรรค์ของคนรวยเท่านั้นจริงหรือ
ปัจจุบันเวลาไปไหนมาไหนมักจะพบเสมอว่าคนรวยมีสิทธิ์พิเศษมากเพราะมีเงินมากเลยได้เอกสิทธิ์มากกว่าใครๆๆที่ไม่มีเงิน คนจนๆๆ
จนคิดเสมอว่าหรือคนรวยเท่านั้นได้ไปสวรรค์
คนจนหมดสิทธิ์ เพราะคนรวยทำบุญทำทานได้มากกว่า สร้างโน่นสร้างนี่ได้มากกว่า
ไปตามโบถ์หรือคริสตจักรเวลาประชุมกันก็ได้ที่นั่งแบบวีไอพีแยกไปต่างหาก เวลากินอาหารก็มีโต๊ะวีไอพีจัดอหารไว้ให้กินโดยเฉพาะไม่ต้องเข้าคิวคอยคิวไปตักกินแบบพี่น้องทั่วๆๆไป
ในสมัยยุคของพระเยซูคริสต์หากอ่านดีๆๆไม่มีนะว่าแบ่งชนชั้นใครรวยใครจนใครเป็นวีไอพีทุกคนเป็นสาวกของพระเยซูทั้งหมดเสมอภาคกัน
เรื่องการตายไปแล้วได้ขึ้นสววรค์หรือตกนรกนี่เป็นปัญหาที่น่าคิดว่าถ้าคนรวยมีเงินเท่านั้นเหรอที่จะได้ขึ้นสวรรค์ไม่ต้องตกนรก เพราะคนรวยเวลาไปโบถ์ก็ถวายทรัพย์เยอะมาก สร้างโน่นสร้างนี่ให้โบถ์ เรียกว่าหมดทางตกนรกเสียแล้วไปสวรรค์ชั้นวีไอพีสถานเดียว
ส่วนคนจนๆๆอย่างเราๆๆท่านๆๆที่กระเป๋าแฟ็บงานนี้คงตกนรกกระมั่งไม่ได้ขึ้นสวรรค์แน่
ด้วยเหตุนี้เราจริงเห็นพี่น้องหลายคนกระเสือกกระสนหาเงินมาถวายทรัพย์
เพราะอยากได้สวรรค์ด้วยการติดสินบนพระเจ้าว่างั้นเถอะ
นับว่าเป็นทรรศนะคติที่ผิด
การมอบถวายทรัพย์หรือทำอะไรให้โบถ์คริสตจักรนั้นต้องทำด้วยความเชื่อเท่านั้น
ไม่ได้ทำด้วยความต้องการของเนื้อหนัง
ความต้องการของเราหากทำไปแล้วหวังได้โน่นนี่นั่นก็คิดผิดแล้ว
มอบถวายทรัพย์ในพระคัมภีร์สอนไว้เยอะว่าด้วยความเต็มใจจะมากน้อยก็ไม่สำคัญ
ดังนั้นประเด็นถวายมากถวายน้อยไม่ใช่ประเด็นแต่มันอยู่ที่ถวายด้วยความเชื่อเท่านั้นเอง
จะขึ้นสวรรค์หรือตกนรกนั้นอย่าสับสนนั่นมันความเชื่อเดิมๆๆก่อนเรามาเชื่อพระเยซูคริสต์ก็โดยสอนมาผิดๆๆ
บัดนี้เราเป็นคนในพระเยซูคริสต์เจ้าแล้วเราย่อมได้มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้าแน่นอน
โคโลสีบทที่1ข้อ13 ThCB
พระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากอำนาจความมืดมนและทรงนำเราเข้าไปสู่พระอาณาจักรของพระบุตรสุดที่รักของพระองค์
เอเมนฮาเลลูยา สรรเสริญพระองค์บัดนี้เรามีสว่นในแผ่นดินของพระเจ้าแล้ว เราผู้เชื่อมั่นในพระเยซูคริสต์เจ้าทุกคนได้ไปสวรรค์แน่ไม่ว่าจะยากดีมีจนรวยมากหรือจนแค่ไหน
ทุกคนได้ขึ้นสววรค์หมดดั่งที่ยกโคโลสีบทที่1ข้อ13มา
วันนี้เราเป็นคริสเตียนเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์เป็นพลเมืองชาวแผ่นดินสวรรค์แล้วโดยชอบธรรม เอเมน.
มาถึงตรงนี้สบายใจกันยังโล่งใจเลยใช่ใหมว่าได้ไปสวรรค์แน่
แต่อย่างไรก็ตามก็อย่าละเลยการมอบถวายทรัพย์เพื่อให้คริสตจักรโบถ์ของเราของพี่น้อง
ได้มีเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟไม่งั้นไม่มีโบถ์ร่วมประชุมกันนะพี่น้อง
เหตุผลการมอบถวายทรัพย์จริงๆๆเพื่อใช้ในกิจการราชกิจของพระเจ้า
เช่นใช้ในการบำรุงรักษาคริสตจักร จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ช่วยเหลือผู้รับใช้พระเจ้าเต็มเวลา
หากเราไม่มอบถวายกันเลย
เราก็จะไม่มีสถานที่ประชุมไม่มีที่นมัสการพระเจ้า
คงไม่อยากเห็นเราไปนมัสการพระเจ้าตามสวนสาธารณะนะครับ
ยิ่งรวยมากก็ต้องยิ่งรักพระเจ้ามากๆๆเพราะพระเจ้าให้ท่านรวยไงท่านได้รับพระพรจากพระเจ้า
ส่วนคนจนมากๆๆก็ต้องยิ่งรักพระเจ้ามากๆๆไม่มีเงินถวายทรัพย์ก็มาช่วยงานที่โบถ์กวาดเช็ดถูขัดห้องน้ำก็ได้นะพี่น้อง
โคโลสีบทที่. 1:23 ThCB
ฉะนั้นท่านจงยืนหยัดมั่นคงในความเชื่อ ไม่หวั่นไหวจากความหวังตามข่าวดีที่ท่านได้รับฟัง ข่าวดีนี้ประกาศแก่มนุษย์ทุกคนในโลกนี้แล้ว ข้าพเจ้า เปาโล ก็เป็นผู้รับใช้ในการประกาศข่าวดีนี้ด้วย
ให้เราดำเนินชีวิตในความเชื่อลบความคิดผิดๆๆออกไปจากสมองด้านลบของเรา
ดำเนินชีวิตในวิญญาณคิดแต่ด้านบวกเสมอ
สวรร์อยู่กับพี่น้องทุกวันแล้ว
ขอพระเจ้าอวยพร เอเมน
วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556
นิมิตของพระคริสต์22ประการในหนังสือวิวรณ์
วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556
การอธิษฐานของพระเยซูคริสต์
พระเยซูเจ้าตรัสดังนี้แล้ว ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นเบื้องบน ตรัสว่า ข้าแต่พระบิดา ถึงเวลาแล้ว โปรดประทานพระสิริรุ่งโรจน์กับพระบุตรของพระองค์เถิด เพื่อพระองค์จะทรงรับพระสิริรุ่งโรจน์จากพระบุตร
ยอห์นบทที่17ข้อ1
วันนี้มาดูการอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ พระเยซูเป็นแบบอย่างตัวอย่างที่ดีแก่เราทั้งหลายในการอธิษฐาน
ขอบคุณพระเจ้าวันนี้เราได้เห็นถึงพระเยซูคริสต์เจ้าอีกด้านหนึ่งในฐานะมนุษย์ที่จำต้องมีการอธิษฐานเช่นกัน
เมื่อคืนก่อนนอนได้อ่านคำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ในยอห์นบทที่17ทั้งบทแล้วทำให้ร่างกายฝ่ายจิตวิญญานเข้มแข็งขึ้นมาทันที เนื่องจากสภาพร่างกลายฝ่ายเนื้อหนังได้ป่วยลงอ่อนกำลัง ด้วยความเชื่อและการนำพาของพระองค์
และด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงนำพาให้มาอ่านยอห์นบทที่17นี้ ทำให้ร่างกายฝ่ายจิตวิญญาณเข้มแข็งและทำให้ร่างกายเนื้อหนังได้รับการชุบตัวบำรุงเลี้ยงมีร่างกายที่เริ่มแข็งแรงขึ้นมาทันที
ด้วยความเชื่อและการพึ่งพิงในพระเจ้า จึงได้มาอยู่ตรงนี้เพื่อแบ่งปันพระคำของพระเจ้านอกจากหล่อเลี้ยงตัวเองแล้วยังได้หล่อเลี้ยงพี่น้องคริสต์เตียนทั้งหลาย ได้ร่วมรับพระคำจากต้นไม้แห่งชีวิตร่วมกินและดื่มจากต้นไม้แห่งชีวิต และดื่มน้ำแห่งชีวิต โอ้พระเยซู สรรเสริญขอบคุณพระองค์
เราทั้งหลายล้วนเป็นพี่น้องกันมีพระกายเดียวกันเอเมน.
เมื่อเราทั้งหลายอธิษฐานเป็นหนึ่งเดียวกันในพระกายคือกาสำแดงพระคริสต์ เราสามารถพูดได้ว่าเราเป็นดั่งพระคริสต์
ในยอห์นบทที่17ทั้งหมดนี่คือการอธิษของชีวิต การอธิษฐานขอให้พระบุตรได้รับสง่าราศี เพื่อให้พระบิดาได้รับสง่าราศีด้วยเช่นกัน
นี่คือหัวข้อหลักที่องค์พระเยซูคริสต์เจ้าไอ้อธิษฐานในบทนี้
ตัวอย่างแบบอย่างการอธิษบานเพื่อให้พระบุตรได้สง่าราศี
พระบิดาได้สง่าราศี เราคริสเตียนทั้งหลายต้องอธิษฐานแบบนี้ไม่ใช่อธิษฐานขอสารพัดให้แต่ตัวเองเท่านั้นซึ่งเป็นการอธิษฐานของคริสเตียนในปัจจุบันนี้ การอธิษฐานขอแบบเนื้อหนังล้วนๆๆนี่คือการเป็นโรคติดต่อจากศาสนาดั่งเดิมก่อนเรามาเชื่อพระเจ้า
ก่อนเราเชื่อพระเจ้าเราถูกปลูกฝังมาให้ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว
เมื่อมาเชื่อพระเจ้าก็นำวิธีเหล่านี้มาใช้ในชีวิตคริสตจักรซึ่งมันเป็นการดำเนินชีวิตที่ผิดเพี้ยนไป
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าได้มาบังเกิดเป็นรูปกลายเลือดเนื้อ เป็นมนุษย์เหมือนเราๆๆทั้งหลาย แต่เนื้อหนังของพระองค์นั้นก็คือพลับพลาอันเป็นสถานที่ให้พระเจ้าประทับบยแผ่นดินโลก
องค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ในสภาพมนุษย์ฝ่ายเนื้อหนังถูกกำจัดสิทธิ์ อยู่ในสภาพมนุษย์ของพระองค์เอง
ดังนั้นสง่าราศีของพระเจ้าจึงถูกปกปิดซ่อนไว้ในพลับพลานั่นเอง
การอธิษฐานบนภูเขาแห่งการเปลี่ยนรูปกายนั้น องค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ได้ถูกปลดปล่อยออกมาจากเนื้อหนังของพระองค์ และพระองค์ได้ปรากฎสภาพพระกายในพระสง่าราศีออกมา มีเหล่าสาวกของพระองค์ได้เห็นประจักษ์ตาเป็นพยานให้กับพระเยซูคริสต์ในเวลาต่อมาที่เหล่าวิสุทธิชนได้ทราบปรากฎในพระกิติคุณต่อมานั่นเอง
ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ถูกปกปิดไว้ในสภาพมนุษย์หลังจากพระเยซูคริสต์อธิษฐานเสร็จแล้วลงมาจากภูเขา ตรงนี้เราจะเห็นได้ว่าพระสง่าราศีของพระองค์นั้นไม่ได้ส่องสว่างแก่บุคคลโดยทั่วไปแต่ส่องสว่างสำหรับผู้ที่เปิดใจยอมรับเชื่อพระองค์เท่านั้น จึงสามารถเห็นสง่าราศีฉายพระสิริออกมาให้เห็นดั่งเช่นผู้เชื่อในปัจจุบันนี้ที่ห่างไกลยุคสมัยของพระเยซูกว่าสองพันปัขึ้นไป
เพราะเหล่าผู้เชื่อพระเยซูคริสต์นั้นเชื่อและวางใจได้เห็นพระสิริพระสง่าราศีส่องเข้าไปในจิตใจของเขาแล้ว จึงทำให้เค้าดำเนินชีวิตในความเชื่อมั่นต่อพระองค์พึ่งพิงในพระคุณความช่วยให้รอด การไถ่ของพระองค์นี่คือการสำแดงพระสง่าราศีที่เหล่าผู้เชื่อวิสุทธิชนดำเนินชีวิตในปัจจุบันนี้
ก่อนจะมีการอธิษฐานในครั้งนี้พระเยซูคริสต์ได้มีการพยากรณ์ถึงตัวพระองค์เองไว้ว่าจะได้รับพระสง่าราศี
รวมถึงพระบิดาก็จะได้รับพระสง่าราศีด้วยเช่นกัน
ดังที่ปรากฎปรากฎในยอห์นบทที่12ข้อ23 และบทที่13ข้อ31ถึง32 ขอให้ย้อนกลับไปอ่านเพื่อทบทวน
พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า เวลาที่บุตรแห่งมนุษย์จะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์มาถึงแล้ว
ยอห์นบทที่12ข้อ23
เมื่อยูดาสออกไปแล้ว พระเยซูเจ้าตรัสว่า “บัดนี้บุตรแห่งมนุษย์ได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ และพระเจ้าทรงได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในบุตรแห่งมนุษย์ด้วย
ถ้าพระเจ้าทรงได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในบุตรแห่งมนุษย์ พระเจ้าจะทรงให้บุตรแห่งมนุษย์ได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในพระองค์ด้วย และจะทรงให้บุตรแห่งมนุษย์ได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในทันที
ยอห์นบทที่13ข้อ31ถึง32
จากสองบทนี้เราจะเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุก
ล่วงหน้าเพราะพระองค์คือพระเจ้านั่นเองเป็นพระเจ้าผู้ครองคลุมสรรพสิ่ง
การตายบนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์ พระองค์ต้องผ่านการตายเพิ่อให้เปลือกกายภายนอกแห่งสภาพมนุษย์ของพระเยซูคริสต์ของพระองค์แตกออกมาและได้ทำให้ได้องค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ และชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกเปิดเผยปลดปล่อยออกมามา
ทำให้อีกสองพันปีต่อมามีผู้รับความรอดเชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้าไปทุกชาติทุกภาษาทุกมุมโลก เพราะพระเยซู
คือพระเจ้าพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้าและพระองค์เองเป็นพระเจ้า เป็นพระวิญญาณผู้ประสาทชีวิตให้แก่เราร่วมประสานเป็นหนึ่ง ก่อกำเนิดมนุษย์ฝ่ายวิญญาณ
ภายหลังการตายบนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์
พระองค์ได้เป็นขึ้นมาใหม่หลังจากการถูกตรึงตายบนไม้กางเขนผ่านไปสามวัน
พระองค์ได้เป็นขึ้นเพื่อยกชูสภาพมนุษย์ของพระองค์
เพื่อเข้าสู่องค์ประกอบอันศักสิทธิ์ และให้องค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์นั้นได้สำแดงออกมา จนทั่วทั้งตัวของพระองค์ซึ่งครอบคลุมทังสภาพมนุษย์ และสภาพพระเจ้าเพื่อให้ได้รับพระสง่าราศี ด้วยเหตุนี้เองพระบิดาของพระองค์ก็ได้รับพระสง่าราศีด้วยเช่นกันจากการยกชูและสำแดงออกมาซึ่งพระสิริพระสง่าราศีจากสภาพมนุษย์และสภาพพระเจ้าในตัวของพระเยซูคริสต์
ด้วยการสำแดงพระสง่าราศีเช่นนี้เอง พระเยซูจึงได้อธิษฐานเพื่อสิ่งนี้
เราทั้งหลายก็เช่นกันจำต้องทูลขออธิษฐานเพื่อให้พระสง่าราศีของพระเจ้าสำแดงผ่านตัวเรา
การอธิษฐานขององค์พระผู้เป็นเจ้าเกี่ยวกับข้อลับลึกอันศักสิทธิ์นี้ได้สำเร็จในสามช่วงเวลาด้วยกัน
ในช่วงที่หนึ่งของการอธิษฐานนี้ได้สำเร็จในการเป็นขึ้นของพระองค์ ในตอนนั้นองค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์และชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ได้ถูกปลดปล่อยออกมาจากสภาพมนุษย์ของพระองค์และได้เข้าไปอยู่ในผู้เชื่อมากมาย
ให้เราอ่านยอห์นบทที่12ข้อ23และ24
(พระสิริรุ่งโรจน์มาถึงแล้ว
เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงในดิน และตายไป มันก็จะเป็นเพียงเมล็ดเดียวเท่านั้น แต่ถ้ามันตาย มันก็จะบังเกิดผลมากมาย
ข้อพระคำทั้งสองข้อบอกกับเราว่าเพราะการตายของพระเยซูได้ไถ่พวกเราให้ได้รับความรอดและเป็นเม็ดพันธ์เม็ดเดียวที่เกิดผลก่อกำเนิดผู้เชื่ออีกมากมายทั่วทุกมุมโลก)
และตัวของพระเยซูที่ครอบคลุมสภาพมนุษย์ชองพระองค์ก็ถูกนำเข้าสู่พระสง่าราศี (ลูกา24ข้อ26)
จึงทำให้องค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ของพระบิดาได้รับการสำแดงออกในการเป็นขึ้นและในการได้รับสง่าราศีของพระองค์
ในการเป็นขึ้นของพระเยซูคริสต์นั้น พระเจ้าได้ทรงตอบและได้สำเร็จพระประสงค์ในการอธิษฐานของพระองค์เอง
(กิจการบทที่3ข้อ13ถึง15)
ในช่วงที่สองของคำอธิษฐานก็ได้สำเร็จในคริสตจักร คือเมื่อชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์ได้รับการสำแดงผ่านอวัยวะมากมายของพระองค์ พระองค์ก็ได้รับสง่าราศีในเขาเหล่านั้น และพระบิดาก็ได้รับสง่าราศีในพระองค์ผ่านทางคริสตจักรด้วย(เอเฟโซบทที่3ข้อ21 1ติโมเธียวบทที่3ข้อ15ถึง16)
ในช่วงที่สามของคำอธิษฐานนี้ จะสำเร็จสุดยอดในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ เพราะในเวลานั้น พระองค์จะได้รับการสำแดงอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ในพระสง่าราศี และพระเจ้าก็จะได้รับพระสง่าราศีในพระองค์ผ่านเมืองบริสุทธิ์ตราบชั่วนิจนิรันดร์ (วิวรณ์บทที่21ข้อ11 บทที่23ข้อ24)
การอธิษฐานเช่นนี้ของพระเยซูคริสต์เป็นการสำแดงเป็นการชี้แจงถึงพระฐานันดรของพระเยซูคริสต์ ถึงสภาพมนุษย์และสภาพพระเจ้าของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์เจ้ากับองค์พระบิดาทรงมีพระสง่าราศีที่ศักดิ์สิทธิ์ร่วมกันนั่นเอง
คริสตจักรในวันนี้คือเราทั้งหลายที่เป็นวิสุทธิชน ที่เป็นกลุ่มชนที่ต้องสำแดงพระสง่าราศีของพระเจ้าให้เป็นพยานแก่มนุษย์ทั้งมวลเพื่อนำคนหลงผิดไปจากทางของพระองค์กลับสู่แผ่นดินอาณาจักรของพระเจ้า
บทความนี้เขียนเพื่อหนุนในพี่น้องทั้งหลายให้ยึดมั่นในความเชื่อพึ่งพึงพระเจ้าจนถึงที่สุด ขอพระเจ้าสถิตกับท่านสำแดงพระองค์ผ่านตัวท่าน.
(ด้วยความเชื่อการเขียนเรื่องนี้มาจากการป่วยทางร่างกายเนื้อหนังของตัวและได้อธิษฐานทูลขอการพึ่งพึงจากพระเจ้าผ่านพระคำของพระเจ้าในยอห์นบทที่17
พระเจ้าทรงพระชนย์อยู่จริงในอดีตปัจจุบันและนิรันดร์กาล)
วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ระบบปุโรหิตในพระคัมภีร์
ตามพระคัมภีร์
มีการปฎิบัติหลัก3ประการ
ในการแจกจ่ายอันศักดิ์สิทธิ์
ได้แก่
1. ระบบปุโรหิต
2. การเป็นกษัตริย์
3. การเป็นผู้พยากรณ์
ระบบปุโรหิตเป็นการปฎิบัตินำหน้
นำให้การเป็นกษัตริย์และการเป็
คำนิยามของปุโรหิต
มนุษย์ถูกกำหนดให้ต้อนรับพระเจ้
รับการเติมเต็ม
ซาบซ่าน
ซึมซาบด้วยพระเจ้า
และมีพระเจ้าไหลออกจากเขา
เพื่อเขาจะได้การเป็นการสำแดงอั
นี่คือคำนิยามโดยย่อ
อาดามคือปุโรหิตคนแรก
ปุโรหิตเป็นผู้ถวายเครื่องบู
จึงไม่จำเป็นต้องถวายเครื่องบู
ก่อนการตกต่ำของอาดามเขาได้อยู่
หลังการทรงสร้างพระเจ้าไม่ได้
พระเจ้าวางอาดามไว้ต่อหน้าต้
อาดามได้เติมเต็มด้วยพระเจ้า
ได้ซาบซ่านและซึมซับพระเจ้า
แต่ในที่สุดอาดามก็ตกต่
ยิศฮาคเป็นมหาปุโรหิต
เพราะเขาดำเนินชีวิตในที่บริสุ
ชาวอิสราเอลทั้งปวงทุกคนล้วนเป็
ในช่วงเทศกาลปัศคาพวกเค้าได้
เมื่อพวกเค้าไดรั
พระองค์จะทำให้พวกเขาเป็ยอาณาจั
ระบบปุโรหิตแท้คือ
ทุกคนต้องอยู่ต่อเบื้องพระพั
เพื่อซาบซ่านพระองค์
เป็นการสำแดงออกแห่งกลุ่
ระบบปุโรหิตสองแบบ(ฮร5:1-6,7:1-
แบบแรกเป็นแบอาโรน
แบบที่สองเป็นแบบมัคคีเซเด็ด
ปุโรหิตแบบอาโรนเป็นบางสิ่
เนื่องจากปุโรหิตเหล่านี้ได้ถู
ปุโรหิตแบบมัลคีเซเด็ดเป็นผู้ที
หมายถึงมีปุโรหิตสองทิศทาง
หรือเป็นการจราจรสองทาง
ในสองแบบของระบบปุโรหิต
แบบแรกเป็นทิศทางจากมนุษย์ไปสู่
แบบที่สองคือจากพระเจ้าไปสู่มนุ
แต่พระเยซูคริสต์ผูเป็นมหาปุ
เอ็กโซโด28:12,29 กล่าวถึงปุโรหิตแบบอาโรนที่ได้
เยเนซิศ14:18-20กล่าวถึงปุโรหิ
ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับเราทั้
ใน1เปโตรบททึ่2เราจะพบกับระบบปุ
ในข้อ5 เป็นปุโรหิตแบบอาโรน
ในข้อ9 เป็นปุโรหิตแบบมัลคีเซเด็ด
ระบบปุโรหิตเป็นทั้งธาตุแท้มนุ
ซึ่งหมายถึงธาตุแท้อันศักดิ์สิ
ปุโรหิตผู้หนึ่งจะต้องเป็นคนที่
นี่คือกิ่งนี่คือวิสัยของปุโรหิ
เราจำต้องมีการแบ่งแยกบริสุทธิ์
มิฉะนั้นเราจะไม่สามารถเป็นปุ
เช่นคำพูดต้องไม่พูดเหมื
ความคิด และทัศนะคติความเห็นของเราต้
ถ้าเราไม่แบ่งแยกจากสิ่
แม้แต่วิธีการใช้เงินก็จำต้
ปุโรหิตจะต้องแบ่
บ้านที่อยู่อาศัยและการแต่งตั
เมื่อเป็นผู้ที่อยู่ในระบบปุ
ไปเฝ้าอธิษฐานทูลต่อพระเจ้
การสัมผัสองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู
ไม่ให้มีสิ่งสามัญมาขั
จงทำให้องค์พระผู้เป็นเจ้าพอพระทัย
คนที่เป็นผู้ทาสของพระเจ้ามีท่
ฆาละเดีย1:10เปาโลกล่าวว่า หรือว่าข้าพเจ้ากำลั
พระคัมภีร์บอกกับเราว่าทุกคนที่
1. สัตยซื่อต่อหลักความจริง
2. มีชีวิตอยู่เพื่อองค์พระผู้เป็
3. รักสง่าราศีของพระเจ้ามากกว่
4. ยอมเสียสละตัวเองแต่ไม่ยอมเสี
5. ไม้กางเขนทำให้ตัวเราแตกหักบนตั
เราจึงต้องลงมาจากบัลลังค์ของตั
บ่อยครั้งและหลายครั้งเรายึดติ
ยิ่งถ้ามีฐานะตำแหน่งหน้าที่
มาประชุมผสมผสานกับสมาชิกมั
ดังนัันเราไม่ควรยิดติดตำแหน่
วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
หนทางการดำเนินชีวิตมนุษย์ฝ่ายจิตวิญญาณ 1
(ปฐก. 1:26 [ThaiKJV])
และพระเจ้าตรัสว่า "จงให้พวกเราสร้างมนุษย์ตามแบบฉายาของพวกเรา ตามอย่างพวกเรา และให้พวกเขาครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ และสัตว์ใช้งาน ให้ครอบครองทั่วทั้งแผ่นดินโลก และบรรดาสัตว์เลื้อยคลานที่คลานไปมาบนแผ่นดินโลก"
(ปฐก. 1:27 [ThaiKJV])
ดังนั้นพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ตามแบบพระฉายาของพระองค์ พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามแบบพระฉายาของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงสร้างพวกเขาให้เป็นชายและหญิง
(ปฐก. 1:28 [ThaiKJV])
พระเจ้าได้ทรงอวยพรพวกเขา และพระเจ้าตรัสแก่พวกเขาว่า "จงมีลูกดกและทวีมากขึ้น จนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดินนั้น และครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ และบรรดาสัตว์ที่มีชีวิตที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดินโลก"
ขอบคุณพระเจ้าเมื่อเดิมแรกเริ่มนั้น พระเจ้าได้สร้างเราตามแบบฉับบของพระเจ้าทีเดียว
ในปฐมกาลเยเนซิสบอกเราว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ตามแบบพระฉายาของพระองค์ เน้นสร้างตามแบบฉับบและสำเนาของพระองค์
ตรงนี้เราเห็นได้ว่าพระเจ้าได้เป็นพิมเขียวต้นฉับบให้กับมนุษย์เลย
วันนี้เมื่อข้าพเจ้าได้คืนกลับสู่อาณาจักรของพระเจ้าแล้ว
ได้รับความรอดแบบสมบูรณ์แบบแล้ว
ข้าพก็จำเป็นต้องชีวิตนิสัยถอดแบบมากจากพระเจ้าจริงๆๆ
เราจะให้คนอื่นเห็นว่าพระเจ้ามีหน้าตารูปร่างแบบไหนลักษณะเช่นไรไม่ต้องไปวาดรูปให้ยุ่งยาก
ก็โดยการที่ตัวเรานั่นเองเป็นรูปแบบของพระเจ้าเลยทีเดียว
ตรงนี้อย่าเข้าใจผิดว่าเราคือพระเจ้าเราไม่ใช่พระเจ้าแต่เราถอดแบบตามพระฉายาของพระเจ้า
โอ้พระเยซู สรรเสริญพระองค์
วันนี้เรามีชีวิตและนิสัยแบบพระเจ้ามีรูปร่างลักษณะที่ถอดแบบมาตามพระฉายของพระเจ้าแล้ว
ก็ก็ต้องมีการฝึกฝนฟื้นฟูชีวิตฝ่ายวิญญาณตามแบบพระฉายาของพระเจ้าด้วย
เพื่อที่เราจะมีอำนาจสิทธิอันชอบธรรมในการปกครองอาณาจักรสวรรค์ร่วมกับพระองค์
ในการทรงสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้านั้น
พระเจ้าได้ทรงสร้างสิ่งที่สำคัญมากอันเป็นจุดชี้ขาดนั่นคือ
การสร้างมนุษย์ที่มีวิญญาณนั่นเอง
กาย จิต วิญญาณ
นี่คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนล้วนต้องมี
ทำไมมนุษย์ต้องมีวิญญาณ
การมีวิญาณของมนุษย์เพื่ออะไร
มนุษย์มีวิญญาณเพื่อทำสิ่งต่างๆๆต่อไปนี้นั่นคือ
1.เพื่อติดต่อกับพระเจ้าพระผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมาตามแบบพระฉายาของพระเจ้า
2.เพื่อต้อนรับพระเจ้าเข้าสู่ในวิญญาณมนุษย์ผสมผสานกลมกลืนเป็นหนึ่งกับพระเจ้า
3.เพื่อนมัสการพระเจ้าผู้เที่ยงแท้ที่มีชีวินิรันดร์เป็นพระเจ้าที่ไม่ตายนั่นเอง
4.เพื่อดำเนินชีวิตแบบพระเจ้าในโลกนี้
5.เพื่อสำเร็จพระประสงค์เพื่อพระเจ้า ในการปกครองแผ่นดินโลกอาณาจักรสวรรค์ทั้งหลาย
6.เพื่อเป็นหนึ่งกับพระเจ้า ตรงนี้คือการผสมผสานจนเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้านั่นเอง
ความสำคัญที่สูงสุดของมนุษย์ คือมนุษย์ต้องใช้ชีวิตอยู่ในวิญญาณเสมอ ทั้งการถูกปกครองและควบคุมจากพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา
นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่าการดพเนินชีวิต มนุษย์ฝ่ายวิญญาณนั่นเอง
การเป็นมนุษย์ฝ่ายวิญญาณไม่ใช่เรื่องง่าย
เราต้องมีการบดคั้นบดขยี้เปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับตัวตบแต่ง
ชีวิตเก่าดั่งเดิมที่เรามีเสียใหม่
ฟื้นฟูสู่องค์พระผู้เป็นเจ้า ร่วมดำเนินในหนทางของพระเจ้าสูดรับดื่มกินผลไม้แห่งชีวิต.
หนทางนี้ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากที่เราจะแบกไม้กางเขนติดตามพระองค์ไป
วันนี้เราจำต้องคุกเข่าลงอธิษฐานทูลขอการทรงนำชีวิตมนุษย์ฝ่ายวิญญาณ จากพระเจ้า
ขอพระคุณของพระเจ้าทรงไถ่เราทั้งหลายให้เป็นมนุษย์ทองคำที่บริสุทธิ์เป็นมนุษย์ฝ่ายวิญญาณของพระองค์
ตามลำพังตัวเราเองทำไม่ได้ แต่เราพึงพระคุณการช่วยให้รอดจากการไถ่ของพระเยซูเจ้า
ขอบพระคุณพระเยซูเจ้าที่ทรงสำเร็จการไถ่ของพระองค์บนไม้กางเขน
นำพระคุณความรอดมาให้แก่ข้าพระองค์เพื่อเป็นคนใหม่ในพระองค์
เป็นมนุษย์ฝ่ายวิญญาณ ตามพระประสงค์แต่แรกสร้างมนุษย์.
วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
ข้าพเจ้าเชื่อมั่นในพระเยซูอย่างสุดจิตสุดใจว่าพระองค์เป็นพระเจ้าองค์เที่ยงแท้
เฮ็บราย. 13:8
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเหมือนเดิมทั้งเมื่อวานนี้ วันนี้ และสืบๆไปเป็นนิจกาล
(พระคัมภีร์ พันธสัญญาใหม่ ฉับบฟื้นฟู 2002)
เช้าวันนี้ข้าพเจ้าขอสรรเสริญพระองค์
พระองค์เป็นพระเจ้าองค์เที่ยงแท้
บัดนี้ข้าพเจ้ามีชีวิตเป็นอยู่โดยพระองค์
เพราะว่าข้าพเจ้าเชื่อมั่นอย่างสุดจิตสุดใจ
ว่าพระองค์เป็นพระเจ้าองค์ถาวรเที่ยงแท้และนิรันดร์ ขอบคุณพระองค์เอเมน.
วันนี้เป็นวันครบรอบ1ปีที่ข้าพเจ้าลาออกจากงานประจำ งานราชการที่ดูแล้วมีอนาคตที่มั่นคงถาวร
แต่ด้วยนิมิตที่ข้าพเจ้าเห็นและได้รับการดลใจจากพระองค์ว่าข้าพเจ้าควรแสวงหาพระองค์เต็มเวลา
ข้าพเจ้าหมดเวลาทำงานให้โลกนี้แล้ว
เวลาที่เหลือต่อแต่นี้ไปเพื่อองค์พระเยซูคริสต์เท่านั้น
หนึ่งปีที่ผ่านมาพัฒนาการความเชื่อของข้าพเจ้ายังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร
ยังต้องผ่านการบดคั้นบดขยี้ฟื้นฟูอีกมากมาย
จนกลายเป็นภาชนะที่ใช้การได้ในการก่อสร้างอาณาจักรของพระเจ้า
ข้าพเจ้าเป็นภาชนะดินที่ไร้ค่าแต่โดยพระเมตราคุณขององค์พระเยซูคริสเจ้า
บัดนี้พระองค์ได้ทรงทำการฟื้นฟูข้าพเจ้าให้หวนกลับสู่หนทางของพระองค์
ให้ข้าพเจ้ามีส่วนอันน้อยนิดเป็นภาชนะดินที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นทองคำที่บริสุทธิ์บดขยี้ให้หล่อหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิสุทธิชนทั้งหลายเพื่อมีส่วนในการก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้าก่อสน้างอาณาจักรของพระเจ้าก่อสร้างกรุงเยรูซาเล็มใหม่
จากดินที่ไร้ค่าสูภาชะทองกลายเป็นเพชรพลอยที่ล้ำค่าเพื่อประดับตกแต่งพระวิหารของพระเจ้า ร่วมมีสง่าราศรีกับพระองค์
ก้าวอย่างสู่ปีที่สองของข้าพเจ้า ขอพระองค์ทรงเจิมข้าพระองค์ด้วยพระวิญาณบริสุทธิ์
หลั่งไหลจากตัวข้าพระให้ข้าพระองค์มีสติปัญญาความทรงจำเพื่อใช้ในการเปิดเผยนิมิตรของพระองค์ เพื่อใช้ในการหนุนใจ เพื่อใช้ในการชูใจ และเพื่อใช้ในการประกาศพระอาณาจักร์ของพระองค์แก่คนทั้งมวลที่หลงหายให้กลับคืนสู่อาณาจักรของพระองค์มาร่วก่อสร้างพระวิหารของพระองค์ เอเมน
ในพระธรรมเฮ็บรายบทที่13ข้อ8 ได้ย้ำให้เราว่าเราจำต้องดำเนินชีวิตคริสตที่แท้จริงและอย่างมั่นคง
เราต้องยึดมั่นในพระคริสต์ผู้ทรงเป็นเหมือนเดิม ทั้งเมื่อวานนี้ วันนี้ และสืบๆๆไปเป็นนิจกาล
เราจำต้องมีการดำเนินชีวิตคริสตจักรภายใต้พันธสัญญาใหม่ ไม่ฟังคำสอนแปลกๆที่แตกแยกออกไปจากพระคำของพระองค์ที่อยู่ในพระคัมภีร์
ปีที่สองของข้าพเจ้าที่ยังมีลมปราณที่ได้รับพระราชทานมาจากพระเจ้าเพื่อให้ข้าพดำรงชีวิตเป็นอยู่เพื่อพระคริสและการก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้า
ข้าพเจ้าขอร่วมประสานกับพระวิญาณบริสุทธิ์ภายในข้าพเจ้าร่วมเป็นหนึ่งในพระกายป็นนิตนี้เพื่อแผ่นดินอันบริสุทธิ์จะสำเร็จก่อรูปจนเป็นกรุงเยรูซาเล็มใหม่.
ขอพระเจ้าสถิตอยู่กับท่าน อวยพระพรท่านให้มีความมั่นคงเข้มแข็งในหนทางของพระเจ้าเหมือนที่ข้าพเจ้าดำเนินอยู่นี้
สรรเสริญพระเจ้า เอเมน.
วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556
ฮักกัยคู่ร่วมประสานซะคาระยาในการก่อสร้างพระวิหารบริสุทธิ์อันศักสิทธิ์ของพระเจ้า
ในระหว่างเวลาที่ชาวอิสราเอลได้หยุดก่อสร้างพระวิหารขึ้นใหม่นั้น
ในเวลานั้นเค้าเหล่านั้นเค้าเหล่านั้นก็ได้สร้างบ้านเรือนของตนเองอย่างงดงามสวยหรู จนลืมเรื่องการก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้าเสียสิ้น
ประกอบกับเวลานั้นการต่อต้านและการขัดขวางศัตรูมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา และยิ่งกว่านั้นเกิดความอ้างว้างและเกิดความกันดารมีขึ้นอย่างมากมาย
ชาวอิสราเอลจึงนึกคิดว่าเวลาแห่งการก่อสร้างพระวิหารให้กับพระเจ้ายังคงมาไม่ถึงละทิ้งไว้ก่อน.
“พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรัสดังนี้ว่า ประชาชนเหล่านี้กล่าวว่า เวลานั้นยังไม่มาถึง คือเวลาที่จะสร้างพระนิเวศของพระเยโฮวาห์” ฮักกัยบทที่1ข้อ2 “โอ้ เจ้าทั้งหลาย ถึงเวลาแล้วหรือที่ตัวเจ้าเองอาศัยอยู่ในบ้านที่มีไม้บุ แต่ส่วนพระนิเวศนี้ทิ้งให้พังทลาย ฮักกัยบทที่1ข้อ4เจ้าหว่านมาก แต่เกี่ยวน้อย เจ้ารับประทาน แต่ไม่เคยอิ่ม เจ้าดื่ม แต่ก็ไม่เคยหายอยาก เจ้านุ่งห่ม แต่ก็ไม่มีใครอุ่น ผู้ที่ได้ค่าจ้าง ก็ได้ค่าจ้างมาใส่ถุงที่มีรู
ฮักกัยบทที่1ข้อ6
เพราะฉะนั้น ท้องฟ้าที่อยู่เหนือเจ้าจึงยั้งน้ำค้างไว้เสีย และโลกก็ยึดพืชผลของมันไว้เสีย
ฮักกัยบทที่1ข้อ10
จากสภาพการณ์เช่นนี้เองพระเจ้าจึงได้ทรงใช้ ศาสดาพยากรณ์ฮาฆีจึงได้ลุกขึ้นป่าวประกาศพระคำของพระเจ้าเพื่อหนุนใจชาวอิสราเอลที่ได้กลับคืนมาให้ดำเนินการก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้าขึ้นมาใหม่ต่อไปจนกว่าพระวิหารของพระเจ้าจะก่อสร้างสำเร็จ
พระคำของพระเจ้าจึงได้มาถึงศาสดาพยากรณ์ฮาฆีว่า
พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรัสดังนี้ว่า จงพิจารณาดูว่า เจ้ามีความเป็นอยู่อย่างไร
พระเยโฮวาห์ตรัสว่า จงขึ้นไปที่เนินเขาและนำไม้มาสร้างพระนิเวศ เราจะมีความพอใจในพระนิเวศนั้น และเราจะได้รับเกียรติ
ฮักกัยบทที่1ข้อ7-8
พระเจ้าได้ทรงใช้ศาสดาพยากรณ์ฮักกัยมาติเตียนเตือนสติพลไพร่ของพระองค์ว่า การที่พวกเขาเหล่านั้นได้รับภัยพิบัติต่างๆๆมากมาย และต้องรับการทนทุกข์ทรมารยากลำบาก เพื่อที่พวกเขาเหล่านั้นจะได้รู้จักสำรวจตรวจสอบการประพฤติของตนเอง
พวกเขาไม่ควรที่จะปล่อยให้พระวิหารของพระเจ้าเป็นที่รกร้างว่างเสีย แต่พวกเขาควรขึ้นไปยังภูเขาเพื่อไปหาไม้และวัสดุมาก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้า
ด้วยคำเตือนของพระเจ้าผ่านมายังศาสดาพยากรณ์ฮักกัยนี้ ยะโอซูอ่ะปุโรหิตใหญ่บุตรของยะโฮชาดักและพลไพร่ที่เหลืออยู่นั้น
ได้เชื่อฟังพระคำของพระยะโฮวาผู้เป็นพระเจ้าของเขา
“แล้วเศรุบบาเบล บุตรชายเชอัลทิเอลและโยชูวา บุตรชายเยโฮซาดัก มหาปุโรหิต พร้อมกับประชาชนทั้งปวงที่เหลืออยู่ได้เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเขาทั้งหลาย และถ้อยคำของฮักกัยผู้พยากรณ์ เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาทั้งหลายได้ทรงใช้ท่านมา และประชาชนก็เกรงกลัวต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์” ฮักกัยบทที่1ข้อ12 และพระเจ้ายังได้ทรงใช้ศาสดาพยากรณ์ฮาฆี หนุนใจชาวอิสราเอลให้เขาเหลานั้นทำงานก่อสร้างพระวิหารด้วยความเข้มแข็ง เพื่อที่การก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้าจะสำเร็จขึ้นมาใหม่ พระเยโฮวาห์ตรัสว่า โอ เศรุบบาเบลเอ๋ย แม้กระนั้นก็ดี จงกล้าหาญเถิด โอ โยชูวาบุตรชายเยโฮซาดัก มหาปุโรหิตเอ๋ย จงกล้าหาญเถิด ประชาชนทั้งสิ้นแห่งแผ่นดินเอ๋ย จงกล้าหาญเถิด พระเยโฮวาห์ตรัสดังนี้แหละ พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรัสว่า จงทำงานเถิด เพราะเราอยู่กับเจ้า ฮักกัยบทที่2ข้อ4 การก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้าในวันนี้ต้องมีคนอย่างฮักกัยมาช่วยหนุนใจเตือนใจเราให้เข้มแข็ง เพื่อที่เราทั้งหลายจะได้ก่อสร้างพระวิหารอาณาจักรสรรค์ที่นิรันดร์แก่พระเจ้า สรรเสริญพระเจ้า เอเมน.
วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556
ฮักกัยศาสดาพยากรณ์ผู้เผยพระวจนะที่สัตซื่อในก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้า
ฮักกัยเป็นศาสดพยากรณ์พระคำของพระเจ้าที่เกิดอยู่ในสมัยเดียวกับศาสดาพยากรณ์ซะคาระยา
(ผู้เล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์อาณาจักรของพระเจ้าที่กินผลไม้แห่งชีวิตนิรันดร์ในสวนเอเดน แต่ไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินโลกคืออาณาจักรของซาตานที่กินแต่ผลไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว)
ฮักกัยได้ประกาศพระคำของพระเจ้าเพื่อเตือนสติพลไพร่ของพระองค์ในปีที่2แห่งรัชกาลของกษัตริย์ดาระยาศ
ฮักกัยมีความหมายว่าเทศกาลของเรา
หรือเทศกาลของพระยะโฮวา
กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าฮักกัยมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะรีบกลับมายังประเทศของตน
เพื่อที่ฮักกัยจะฟื้นฟูประเทศของเขา และทำการฟื้นฟูเทศกาลของพระเจ้าขึ้นมาใหม่
ตรงนี้เราจะเห็นได้ว่าฮักกัยเป็นคนที่มีใจร้อนรนในการกลับมาฟื้นฟูการก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้าอย่างไม่รีรอ
ฮักกัยมีภาระใจที่จะกระทำการก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้า ฮักกัยได้ทำการฟื้นฟูพระวิหารของพระเจ้าเทศกาลต่างๆๆเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระยะโฮวา
ถามว่าเราผู้เป็นพี่น้องคริสเตียนผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์มีใจร้อนรนแบบฮักกัยในฟื้นฟูการก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้าบ้างหรือเปล่า
มีใจร้อนรนในการฟื้นฟูเทศกาลถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าบ้างหรือเปล่า
พี่น้องอาจจะบอกว่าผมมีส่วนอย่างมากด้วยการถวายทรัพย์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมคริสตจักรนี่ก็คือการก่อสร้างพระวิหาร และมาประชุมทุกวันอาทิตย์อย่างสม่ำเสมอมิได้ขาดมิได้หยุด ครับเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมขอบคุณพระเจ้า แต่นี่เป็นความเข้าใจที่ตื้นเขินอย่างมาก
การก่อสร้างพระวิหารแบบฮักกัย การฟื้นฟูเทศกาลของพระเจ้าแบบฮักกัยตรงนี้ ต้องเริ่มที่เราก่อนเพราะร่างกายของเราคือพระวิหารของพระเจ้า เราต้องไม่ลืมตรงนี้เราต้องฟื้นฟูพระวิหารของพระเจ้าที่ตัวเราก่อน
ฟื้นฟูอย่างไร เริ่มด้วยฟื้นฟูการอ่านกลืนกินย่อยพระคำของพระเจ้าเสียก่อน
ปัจจุบันมีพี่น้องหลายท่านและจำนวนมากเสียด้วยไม่ได้อ่านพระคำของพระเจ้าในชีวิตประจำวันจะอ่านก็ต่อเมื่อมาประชุมเท่านั้น
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าห่วงต่อพระวิหารของพระเจ้าจริงๆๆ
ถ้าพระวิหารของพระเจ้าขาดการดูแลหล่อเลียงจากพระคำของพระเจ้าเสียแล้วพระวิหารของพระเจ้าจะเจริญเติบโตถวายเกียรติเป็นสง่าราศรีให้แก่พระเจ้าได้อย่างไร
ไม่อ่านพระคำของพระเจ้าก็มีแต่ทำให้พระวิหารของพระเจ้าเสื่อมโทรมลงแล้วสุดท้ายพระวิหารของพระเจ้าก็พังทลายลง
พระเจ้าที่อาศัยอยู่ในพระวิหารก็ต้องไปหาพระวิหารแห่งใหม่อยู่
ส่วนพระวิหารที่พังทลายลงกลายเป็นวิหารเสื่อมโทรมที่มีแต่อำนาจวิญาณชั่วของมารซาตานมาสิงสถิตแทน
วิหารของพระเจ้าก็เลยกลายเป็นวิหารของซาตาน
อาณาจักรของพระเจ้าวิหารของพระเจ้าได้กลายเป็นอาณาจักรของซาตานวิหารของซานตานไปเสียแล้ว
เราจะเห็นว่าปัจจุบันในวิหารของซาตานอาณาจักรของซาตานจะเต็มไปด้วยรูปเคารพมากมากมาย เช่นรูปเคารพในเงินทอง สิ่งของที่เป็นยากเยื่อทั้งนั้น ชื่อเสียงลาภยศสรรเสริญก็ด้วยเช่นกันที่มีในวิหารซาตานนี้.
ยกตัวอย่างที่เห็นชัดเมื่อเราทำงาน เราก็มัวแต่บูชารูปเคารพในการงานเพื่อหวังตำแหน่งหน้าที่บ้านงาน
ทำแต่งานทุ่มเทให้กับงาน ไม่มาประชุมแล้ว ไม่เอาพระเจ้าแล้ว ไม่อ่านพระคำไม่มีใจแสวงหาพระเจ้าอีกเลย
เราจะทุ่มเทกายใจให้รูปเคารพการงานอย่างสุด
หัวใจทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการทำงาน เพียงแค่ต้องการตำแหน่งลมๆๆแล้งๆๆ เงินทองบ้านที่ใหญ่โตขึ้นสิ่งเหล่านี้เป็นหยากเยื้อแท้ๆๆ
เมื่อตายไปเราก็เอาไปไม่ได้อยู่ดีใช่ใหม
วันนี้เราต้องกลับใจเสียใหม่หันกลับร้อนรนต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าในการฟื้นฟูวิหารของพระเจ้าที่ตัวเราเสียก่อน.
การร้อนรนต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่สิ่งผิด
เพียงเรามีใจหันกลับดั่งชาวอิสราเอลที่ได้รับการตักเตือนของพระเจ้าผ่านมายังฮักกัยนั่นเอง
ฮกก. 1:2
"พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรัสดังนี้ว่า ประชาชนเหล่านี้กล่าวว่า เวลานั้นยังไม่มาถึง คือเวลาที่จะสร้างพระนิเวศของพระเยโฮวาห์"
ฮกก. 1:3
แล้วพระวจนะของพระเยโฮวาห์จึงมาถึงโดยทางฮักกัยผู้พยากรณ์ว่า
ฮกก. 1:4
"โอ เจ้าทั้งหลาย ถึงเวลาแล้วหรือที่ตัวเจ้าเองอาศัยอยู่ในบ้านที่มีไม้บุ แต่ส่วนพระนิเวศนี้ทิ้งให้พังทลาย
(ฮกก. 1:5 [ThaiKJV])
เพราะฉะนั้น บัดนี้พระเยโฮวาห์จอมโยธาจึงตรัสว่า จงพิจารณาดูว่า เจ้ามีความเป็นอยู่อย่างไร
(ฮกก. 1:6 [ThaiKJV])
เจ้าหว่านมาก แต่เกี่ยวน้อย เจ้ารับประทาน แต่ไม่เคยอิ่ม เจ้าดื่ม แต่ก็ไม่เคยหายอยาก เจ้านุ่งห่ม แต่ก็ไม่มีใครอุ่น ผู้ที่ได้ค่าจ้าง ก็ได้ค่าจ้างมาใส่ถุงที่มีรู
(ฮกก. 1:7 [ThaiKJV])
พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรัสดังนี้ว่า จงพิจารณาดูว่า เจ้ามีความเป็นอยู่อย่างไร
(ฮกก. 1:8 [ThaiKJV])
พระเยโฮวาห์ตรัสว่า จงขึ้นไปที่เนินเขาและนำไม้มาสร้างพระนิเวศ เราจะมีความพอใจในพระนิเวศนั้น และเราจะได้รับเกียรติ
(ฮกก. 1:9 [ThaiKJV])
เจ้าทั้งหลายหวังได้มาก แต่ดูเถิด ก็ได้น้อย และเมื่อเจ้านำผลมาบ้านของเจ้า เราก็เป่ามันไปเสีย พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรัสว่า ทำไมเป็นอย่างนั้นเล่า ก็เพราะนิเวศของเราพังทลายอยู่ ฝ่ายเจ้าต่างก็สาละวนอยู่กับเรื่องบ้านของตน
(ฮกก. 1:10 [ThaiKJV])
เพราะฉะนั้น ท้องฟ้าที่อยู่เหนือเจ้าจึงยั้งน้ำค้างไว้เสีย และโลกก็ยึดพืชผลของมันไว้เสีย
(ฮกก. 1:11 [ThaiKJV])
และเราก็เรียกความแห้งแล้งมาสู่แผ่นดินและเนินเขา มาสู่ข้าว น้ำองุ่นใหม่ และน้ำมัน มาสู่สิ่งต่างๆซึ่งดินอำนวยผล สู่มนุษย์และสัตว์ และมาสู่ผลงานทั้งสิ้นซึ่งมือกระทำไว้"
(ฮกก. 1:12 [ThaiKJV])
แล้วเศรุบบาเบล บุตรชายเชอัลทิเอลและโยชูวา บุตรชายเยโฮซาดัก มหาปุโรหิต พร้อมกับประชาชนทั้งปวงที่เหลืออยู่ได้เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเขาทั้งหลาย และถ้อยคำของฮักกัยผู้พยากรณ์ เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาทั้งหลายได้ทรงใช้ท่านมา และประชาชนก็เกรงกลัวต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์
(ฮกก. 1:13 [ThaiKJV])
แล้วฮักกัย ทูตของพระเยโฮวาห์ จึงกล่าวแก่ประชาชนตามกระแสรับสั่งของพระเยโฮวาห์ว่า "พระเยโฮวาห์ตรัสว่า เราอยู่กับเจ้าทั้งหลาย"
(ฮกก. 1:14 [ThaiKJV])
และพระเยโฮวาห์ทรงเร้าใจเศรุบบาเบลบุตรชายเชอัลทิเอล ผู้ว่าราชการเมืองยูดาห์ และทรงเร้าใจของโยชูวาบุตรชายเยโฮซาดัก มหาปุโรหิต และเร้าใจประชาชนทั้งปวงที่เหลืออยู่นั้น เขาทั้งหลายก็มาทำงานในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าของเขาทั้งหลาย
(ฮกก. 1:15 [ThaiKJV])
ณ วันที่ยี่สิบสี่ของเดือนที่หก ในปีที่สองแห่งรัชกาลกษัตริย์ดาริอัส
ในฮักกัย บทที่1ข้อ2ถึง15 เราจะเห็นพระเจ้าได้ตรัสผ่านฮาฆีผู้เผยพระคำของพระเจ้าในการฟื้นฟูพระวิหารผ่านผู้เผยพระคำฮาฆี(ฉับบแปลใหม่ใช้ว่าฮักกัย)
เราใช้ของดีๆๆได้สิ่งดีๆๆมาใช้ในชีวิตแต่กลับ
คริสตจักรของพระเจ้าแท้ๆๆไม่เลย ขาดการเหลียวแลดูแลเอาใจใส่โอ้นี่หรือคนที่บอกว่าพระเจ้าข้ารักพระองค์
แต่ในทางปฎิบัติตามความเป็นจริงไม่เลย คริสตจักรขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างมากอย่างสูงสุด
บ่อยครั้งเอาของเหลือๆๆเสียๆๆมาทิ้งคริสตจักรเสียส่วนมาก
โอ้นี่หรือที่บอกข้ารักพระองค์ข้ารักคริสจักร พวกคนน่าซื่อใจคตจริงๆๆ.
วันนี้ตรงนี้เราต้องคุกเข่าลงอธิษฐานทูลขอต่อพระเจ้าว่า ข้าแต่พระเจ้าขอพระองค์ทรงให้ข้าพเจ้าได้กลับใจเสียใหม่เป็นคนใหม่ในหนทางแห่งการฟื้นฟูพระวิหารของพระองค์
ขอพระองค์ทรงโปรดใช้ข้าพเจ้าให้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูพระวิหารของพระองค์. เอเมน
วันนี้พระเจ้าได้ตรัสผ่านฮาฆีมาถึงเราผู้ได้ชื่อว่าเป็นสาวกวิสุทธิชนคนของพระเจ้าในการฟื้นฟูก่อสร้างพระวิหารขึ้นมาใหม่ เราเหลือเวลาไม่มากแล้วที่จะก่อสร้างวิหารของพระเจ้า เราจำต้องทุ่มเทกายจิตวิญญาณของเราทั้งหมดให้แก่พระเจ้าพระบิดาพระเยซูคริสค์ผู้ทรงพระชนย์อยู่เบื้องขวาพระหัตของพระเจ้า
กราบขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับบทเรียนในพระคำฮักกัยบทที่1ในวันนนี้ที่ทรงนำพาให้ข้าพระองค์ถวายพระคำเพื่อเปิดตาใจส่องแสงสว่างให้แก่ตัวข้าพระองค์และพี่น้องทุกท่านที่มีการนำพาในการเข้ามาอ่านพระคำของพระเจ้าด้วยความถ่อมใจยอมจำนนต่อพระคำของพระเจ้า สรรเสริญพระองค์ เอเมน.
ขอบทความนี้เป็นบทความเล็กๆๆที่เปิดตาใจแก่ข้าพระองค์ ส่องสว่างให้เห็นหนทางอันนิรันดร์ของพระเจ้าเอเมน.
วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556
คำสั่งสอนสุดท้ายของพระเยซูคริสค์ 2
มาระโกบทที่16
16:15 ฝ่ายพระองค์จึงตรัสสั่งพวกสาวกว่า “ท่านทั้งหลายจงออกไปทั่วโลกประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน
16:16 ผู้ที่เชื่อและรับบัพติศมาก็จะรอด แต่ผู้ที่ไม่เชื่อจะต้องถูกลงพระอาชญา
16:17 มีคนเชื่อที่ไหน หมายสำคัญเหล่านี้จะบังเกิดขึ้นที่นั้น คือเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา เขาจะพูดภาษาใหม่หลายภาษา
16:18 เขาจะจับงูได้ ถ้าเขาดื่มยาพิษอย่างใด จะไม่เป็นอันตรายแก่เขา และเขาจะวางมือบนคนไข้คนป่วย แล้วคนเหล่านั้นจะหายโรค”
การเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซู (ลก 24:50-53; กจ 1:6-11)
16:19 ครั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสสั่งเขาแล้ว พระองค์ทรงถูกรับขึ้นไปในสวรรค์ ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า
16:20 พวกสาวกเหล่านั้นจึงออกไปเทศนาสั่งสอนทุกแห่งทุกตำบล และองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงร่วมงานกับเขา และทรงสนับสนุนคำสอนของเขาโดยหมายสำคัญที่ประกอบนั้น เอเมน
เมื่อพระเยซูสั่งสอนให้เราออกไปประกาศกิตติคุณ เราก็ต้องออกไปเพราะเราเป็นสาวกของพระองค์เป็นผู้เชื่อในพระคำของพระองค์
เชื่อมั่นต่อพระเยซูคริสค์เจ้าอย่างสุดจิตสุดหัวใจ
เมื่อเราเชื่อพระเจ้าแล้วเราก็ต้องสำแดงความเชื่อของเราออกไปด้วยการแสดงออกอย่างแท้จริง
การแสดงออกของเราด้วยการออกไปประกาศเรื่องของพระเยซูให้คนมากมายที่
ไม่เคยได้ยินได้ฟังได้รู้เรื่องพระเยซูคริสค์
ที่สำคัญเราต้องออกไป เราต้องทำตามคำสั่งสอนของพระองค์ในมาระโก
พระเจ้าใช้เราพระเจ้าสอนสั่งเราก่อนไปสวรรค์ เราก็ต้องทำเพราะพระคำเป็นพระเจ้า
เราต้องนำพระคำของพระเจ้าไปบอกม
เริ่มที่บ้านเราก่อน เริ่มที่ครอบครัวเราก่อน
เริ่มที่ชุมชนที่เราอาศัยอยู่ก่อน
แล้วก็แผ่ขยายออกไปตามตำบล เขต อำเภอ
แขวง จังหวัด สูงสุดคือต่างประเทศขยายขอบเขตแห่งกิตติคุณ ยิ่งปัจจุบันมีสื่อมากมายไม่ว่าจะเป็นสื่ออินเตอร์เนต สื่อวิทยุ
สื่อสิ่งพิมพ์
ขอบคุณพระเจ้า เราจำต้องออกมาใช้ความเชื่อของเรา เป็นพยานเรื่องราวของพระเจ้า
เมื่อมีผู้เชื่อเราต้องรีบให้เค้ารับบัพติสมาทันทีอย่ารอช้า เพราะนี่คือการที่เค้าได้กลับใจใหม่รับเชื่อพระเจ้าโดยสมบูรณ์แบบ.
การบัพติสมาเป็นคนใหม่ในพระคริสค์เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างสูงสุด และเป็นความรอดที่สมบูรณ์ในการรับเชื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง
การรับความ การรับความรอดเข้าสู่ชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสค์ ไม่เพียงเป็นการต้อนรับพระผู้ช่วยให้รอดคือพระเยซูคริสค์ และไม่เพียงเป็นการได้รับพระราชทานอภัยความบาปแต่ได้รับการบังเกิดมีสภาพชีวิตใหม่ใหม่ในพระเจ้า ได้กลายสภาพชีวิตเป็นบุตรของพระเจ้า และกลายเป็นอวัยวะของพระของพระคริสต์
การรับบัพติสมาในความรอดเข้าสู่ชีวิตใหม่เป็นบุตรของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ เป็นการยืนยันว่าเราได้ฝังชีวิตเก่าที่ตกต่ำของเรา
โดยอาศัยพระคุณขององค์พระคริสต์ทรงตรึงความบาปของเราไว้บนกางเขนแล้ว บัดนี้เราจึงได้รับพระเมตตาคุณความรอดจากพระบุตรของพระองค์
การรับเชื่อ และได้รับความรอด นั้นเป็นสองส่วน คือเราต้องเชื่อก่อนจากนั้นเมื่อเราได้รับบัตติสมาแล้วเราถึงได้รับความรอด
ดังนั้นการให้รับบัพติสมาทั้งที่ยังไม่ได้เชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ ก็หมายถึงความไม่สมบูรณ์ในความรอดนั่นเอง
ฉะนั้นเราต้องให้ผู้รับความรอดได้รับความเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจก่อน ความรอดของเค้าถึงจะสมบูรณ์
อย่าให้การเชื่อ และการรับความรอดมาเป็นเพียงม่นประเพณีที่สืบๆๆต่อกันมาทำตามกันมาอย่างที่ชาวโลกกระทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้เลย
โอ้ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงโปรดพระราชทานความเชื่อมั่นให้แก่ข้าพระองค์ในการออกไป แสวงหาบอกข่าวประเสรฺฐแก่บรรดาประชากรที่พระองค์ได้ทรงเลือกสรรไว้แล้วก่อนวางรากสร้างโลก
นี่เป็นขอสังเกตุเรื่องการพูดภาษาใหม่ๆๆในข้อ17ของมาระโกบทที่16 ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีของประทานความสามารถที่พิเศษนี้ไม่เลย
แต่ผู้ได้รับความรอดจะมีหมายสำคัญในบางประการ แต่ไม่ใช่ต้องมีหมายสำคัญในภาษาใหม่ๆๆ (ในที่นี้ไม่ใช่ภาษาฑูตสวรรค์ตามที่บางคนเข้าใจผิด แต่หมายถึงภาษาต่างๆๆของแต่ละประเทศ เช่น การพูดภาษาอังกฤษได้ทั้งที่ไม่เคยเรียนมาก่อนไม่เคยฟังมาก่อน
แต่พระเจ้าพระราชอำนาจให้เรามีหมายสำคัญในการพูดภาษาอังกฤษ์เป็นต้น)
หมายสำคัญทุกคนที่ได้รับความรอดสามารถมีได้ทุกอย่าง แต่ไม่ใช่ว่าได้มีหมายสำคัญของประได้การอัศจรรย์ในทุกเรื่องไม่ใช่เช่นนั้น
การมีหมายสำคัญต้องมีชีวิตความเชื่อที่บริสุทธิ์ขั้นสูงสุด มีความเชื่อที่สะอาดปราศจากมลทิน เอเมน
แต่ขอย้ำว่าเรื่องหมายสำคัญไม่ใช่เรื่องสำคัญในคำสั่งสอนสุดท้ายของพระเยซูเสียทั้งหมด
โปรดอย่าใช้เรื่องหมายสำคัญไปตอกย้ำ
เพราะถ้าผู้เชื่อที่ได้รับความรอดยังเป็นเด็กทารก ยังอ่อนในความเชื่อแห่งองค์พระเยซูเจ้า เค้าเหล่านี้อาจเข้าใจผิด และสุดท้ายให้ความสำคัญเรื่องหมายสำคัญการอัศจรรย์มากกว่าพระคำและพระเยซูคริสเจ้าเสียอีก
จนทำให้สอนเทียมเท็จผิดเพี้ยนไปจากพระคำของพระเจ้าในพระคำภีร์ทั้งเล่ม
เราจำต้องเชื่อมั่นพระคำของพระเจ้าทั้งเล่ม
ทุกคำทุกข้อความทุกตัวอักษรไม่ใช่ย้ำตอกย้ำในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ
โปรดอย่าเอาเรื่องหมายสำคัญการอัศจรรย์ของพระเจ้าไปเน้นในการประกาศกิตติคุณไม่เช่นนั้นเราก็ไม่แตกต่างอะไรกับคนที่ไม่เชื่อในพระเยซูคริสค์เจ้า ที่เค้าใช้เรื่องการอัศจรรย์ในการสอนสั่งสาวกของเขาด้วยเช่นกัน
การเสด็จกลับสู่สวรรค์ของพระเยซูคริสค์พระบุตรของพระเจ้า เป็นการตอกย้ำเราว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าที่มีชีวิตอยู่เป็นพระเจ้าที่ไม่ตาย พระบุตรของพระเจ้าได้ทรงถูกยกชูให้นั่งในบัลลังค์สวรรค์เบื้องขวาพระหัตของพระเจ้านี่เป็นพระสง่าราศรีที่สูงส่งยิ่งหนักขององค์พระเจ้าองค์พระผู้ทาสผู้ช่วยให้รอดของเราทั้งหลาย เป็นเครื่องหมายให้เราเห็นถึงทุกสิ่งที่พระองค์ได้กระทำทุกสิ่งที่พระบิดาในสวรรค์ได้โปรดปราณ เพื่อให้สำเร็จแผนการบริหารที่นิรันดร์แห่งอาณาจักรสวรรค์
นี่ช่างเป็นความสุขสง่าราศรีที่ล้ำลึกยิ่งหนัก
ในการยกชูพระบุตรของพระองค์ พระบิดาเจ้าได้สวมมงกุฎแห่งพระสง่าราศรีและพระราชทานเกรียติยศที่สูงส่งให้แก่พระบุตรของพระองค์คือองค์พระเยซูคริสค์
ในเบื้องขวาบัลลังค์แห่งพระหัตถ์ของพระเจ้า
พระบิดาได้พระราชทานพระนามอันยิ่งใหญ่
เหนือนามทั้งปวงให้แก่พระบุตรของพระองค์ทั้งในสวรรค์และแผ่นดินโลก
องค์พระบิดาได้พระราชทานให้พระบุตรของพระองค์เป็นเจ้าของทุกสิ่งสารพัดในโลกนี้และแผ่นดินสวรรค์ มีอำนาจสิทธิปกครองโลกฟ้าแผ่นดินสวรรค์
เราผู้เป็นวิสุทธิชนในวันนี้ต้องร่วมมือกับพระเจ้าในการเผยแพร่กิตติคุณอันประเสริฐกิตติแห่งชีวิตที่นิรันดร์นี้ให้แก่ชนทุกชาติทุกภาษาทุกเผ่าพันธ์ไปจนสุดปลายแผ่นดินนี้
การประกาศกิติคุณแก่บรรดาสิ่งทรงสร้างเก่าที่ตกต่ำลงไปตั้งแต่สมัยอาดามเอวา ให้หันกลับมาสู้หนทางของพระองค์กลายเป็นสิ่งทรงสร้างใหม่ในพระองค์เป็นภารหน้าที่ของเราที่ต้องสู้รบอย่างหนักหน่วง เราต้องนำพาพลไพร่ที่หลงหายของพระองค์กลับมาสู่แผ่นดินคะนาอันของพระองค์
ภาระของเราในวันนี้คือการเคลื่อนพลไพร่ที่หลงหายของพระเจ้าจากแผ่นดินอาณาจักรของซาตาน กลับคืนมาสู้อาณาจักรของพระเจ้าคือแผ่นดินสวรรค์ คือสวนเอเดนที่เต็มไปด้วยผลไม้แห่งชีวิตที่นิรันดร์
สรรเสริญขอบคุณพระเจ้าพระบิดา พระบุตร
พระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ได้มอบหมายให้ข้าพระองค์ วิสุทธิ์ชนทั้งหลายเป็นนักรบแห่งกิตติคุณในพระคริสค์ เอมน.
วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556
คำสั่งสอนสุดท้ายของพระเยซูคริสต์ ตอนที่1
ข้อ18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้ แล้วตรัสกับเขาว่า "ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดี ทรงมอบไว้แก่เราแล้ว
19 เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์
20 สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกท่านไว้ ดูเถิด เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นโลก เอเมน"
ขอบคุณพระเจ้าวันนี้เมื่อเราทั้งหลายพี่น้องที่รักในพระเยซูคริสค์เจ้า
ได้รับมอบอำนาจจากพระเจ้าอย่างชอบธรรม
ในการออกไปประกาศข่าวดีข่าวประเสริฐ นำคนที่หลงหายกลับมาพบกับพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ เป็นพระเจ้าที่มีแต่พระเมตตา
วันนี้เรามีพระเจ้าร่วมทำงานกับเราในการออกไปประกาศกิตติคุณเรายิ่งมั่นใจว่าพระเจ้าอยู่กับเราเสมอ.
พระเยซูทรงเป็นบุตรองค์เดียวของพระเจ้าจึงมีอำนาจที่ชอบธรรมที่จะปกครองสรรพสิ่งทั้งมวลในโลกนี้.
และการที่พระเยซูมาบังเกิดในสภาพมนุษย์
พระเยซูจึงเป็นทั้งบุตรมนุษย์ และเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรสวรรค์ด้วยเช่นกัน
พระเยซูได้ทรงใช้เหล่าอัครสาวก รวมถึงถึงสาวกอย่าเราทั้งหลายผู้เป็นพี่น้องในพระเยซูคริสค์เจ้า ออกไปสั่งสอนสร้างสาวกแก่ชนทุกชาติทุกภาษา ด้วยการทรงนำด้วยพระวิญญาณ
และสิทธิอำนาจที่พระเยซูมอบให้แก่อัครสาวกและสาวกในองค์พระเยซูคริสค์ วันนี้เราจึงมีภาระหน้าที่ ที่จะต้องออกไปประกาศกิตติคุณทุกหนทุกแห่งทั่วโลกให้ชนทุกชาติภาษาได้หันกลับมาหาองค์พระเจ้าผู้ทรงพระชนย์อยู่.
การออกไปประกาศกิตติคุณแก่ชนทุกชาติทำให้เราได้พลไพร่ของพระองค์ทุกชาติทุกภาษา
นับว่าเป็นภาระหน้าที่ ที่ยิ่งใหญ่มากแก่เหล่าอัครสาวกและสาวกของพระคริสค์
การได้สาวกทุกชาติทุกภาษา ทำให้เกิดการก่อตั้งอาณาจักรของพระเยซูคริสค์ นั่นก็คือคริสตจักรบนแผ่นดินโลกในวันนี้นั่นเอง.
การนำผู้เชื่อใหม่ให้ได้รับความรอดด้วยการรับบัพติสมา เป็นการนำผู้ที่เชื่อใหม่ที่กลับใจใหม่
ให้หลุดพ้นจากสภาพการณ์ที่ตกต่ำของชีวิตของเค้าในความมืดเข้าสู่หนทางแห่งความสว่าง
หลุดพ้นจากอาณาจักรของซาตานเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า.
การให้รับบัตติสมาด้วยการจุ่มตัวลงไปในน้ำแล้วขึ้นมาจึงหมายถึงการตายและสิ้นสุดชีวิตเก่าของเขาทำให้ได้รับชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสค์ และบังเกิดเป็นคนใหม่ในพระเยซูคริสค์กลายเป็นพลไพร่แห่งอาณาจักรของพระเจ้าโดยสมบูรณ์แบบ.
การให้บัพติสมาด้วยน้ำให้แก่ผู้เชื่อที่กลับใจใหม่นั้นยังเล็งถึงการได้เป็นสาวกของพระองค์และกลายเป็นผู้เข้าสู่ในพระเจ้าตรีเอกภาพนั่นเอง.
หลังจากที่พระเยซูได้รับบัพติสมาด้วยน้ำแล้ว
ต่อมาในวันเพ็นเทคอส พระองค์ได้ให้เหล่าสาวกของพระองค์ทั้งคริสตจักรได้รับบัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่บ้านของโกระเนเลียว
(กจ.11:15-17)
วันนี้ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนประกาศกิตติคุณที่ไหน ร่วมประชุมกันตามบ้านในนามของพระเยซูคริสค์พระเจ้าก็สถิตอยู่ท่ามกลางพี่น้องทุกท่านนั่นเอง.
ข่าวประเสริฐตรงนี้หากเราสังเกตุและพิจารณาดีๆๆอย่างละเอียดรอบครอบ หมายถึงผู้เชื่อแล้วด้วย
ผู้เชื่อมากมายเป็นลูกแก่ะที่หลงหายต้องได้รับการฟื้นฟูกลับมาสู่การดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ปกติ
ขอบพระเมตตาจากพระเจ้านำทางในการฟื้นฟูเพื่อมีส่วนร่วมในอาณาจักรของพระเจ้า.
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้เราจะเห็นว่าพระเจ้าได้ให้เราทำการประกาศกิตติคุณด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ด้วยการทรงนำของพระเจ้าและพระเจ้าสถิตอยู่ท่ามกลางเหล่าวิสุทธิชนที่ออกไปประกาศกิตติคุณนั่นเอง เอเมน.
สภาพการณ์คริสตจักรจากนิมิตรแห่งวิวรณ์
ดังนั้นคริสจักรทั้งเจ็ดเป็นหมายสำคัญที่ได้ทำนายถึงความก้าวหน้าและตกต่ำของคริสจักรทั้งเจ็ดในแต่ละช่วง
คริสตจักรทั้งเจ็ดยังเป็นภาพประกอบอันดีเลิศที่เปิดเผยถึงคริสจักรท้องถิ่น. มิใช่ในด้านหลักธรรม
แต่ในด้านปฎิบัติจริงๆๆ. โดยการพิจารดูจากคริสจักรทั้งเจ็ดนี้
คริสจักรทั้งเจ็ดเป็นการพยากรณ์ถึงความก้าวหน้าสภาพการของคริสตจักรท้องถิ่นในแต่ละช่วงเวลา
คริสตจักรเอเฟโซเป็นคริสจักรในขั้นตอนสุดท้ายของขั้นแรกอยู่ในระหว่างช่วงปลายศตวรรษที่๑
เป็นยุคที่ละทิ้งความรักดั่งเดิมเริ่มอ่อนแอการตกต่ำของการดำเนินชีวิตคริสตจักรเยือกเย็นไม่ร้อนรนในการแสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้า
คริสตจักรในเมืองซะมุระนา แบบเล็งสำแดงถึงคริสตจักรที่ต้องทนทุกข์ภายใต้การข่มแหงของจักรวรรดิโรมันตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่หนึ่งจนถึงปลายศตวรรษที่สี่ตอนต้น คือเมื่อจักรพรรดิ
คอนสแตนตินมหาราชผูเป็นกษัตริย์ซีซาของจักรวรรดิโรมันได้ยอมรับศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ
คริสตจักรในเมืองเประฆาโม เล็งถึงคริสตจักรที่อยู่ฝ่ายโลกคือคริสตจักรที่แต่งงานกับโลกอยู่ในช่วงเวลาตั้งแต่จักรวรรดิคอนสแตนตินยอมรับศาสนาคริสเป็นศาสนาประจำชาติจนถึงเวลาที่ระบบสันตะปาปาได้ถูกตั้งขึ้นในช่วงหลังของศตวรรษที่หก
คริสตจักรในเมืองธุอาไตระคริสตจักรที่ประพฤติผิดจากหลักคำสอนอันแท้จริง. ตั้งแต่มีการจัดลำดับสมณศักดิ์ของระบบสันตะปาปาในช่วงหลังศตวรรษที่หกจนถึงยุคสุดปลายนี้กระทั่งพระคริสตเสด็จมา
คริสตจักรในเมืองซัรได เป็นการสำแดงถึงนิกายโปรเตสแตนท์ตั้งแต่ยุคปฎิรูปศาสนาในตอนต้นศตวรรษที่หกสิบจนถึงวันเสด็จกลับมาของพระคริสต์
คริสตจักรในมเืองฟึละเด็ลไฟอ่ะเป็นภาพเล็งถึงคริสจักรที่รักกันฉันพี่น้องมีการฟื้นฟูชีวิตคริสจักรอันถูกต้อง. ตั้งแต่ตอนต้นศตวรรษที่สิบเก้า
พี่น้องทั้งหลาบในอังกฤษได้ฟื้นฟูชีวิตคริสตจักร
หลุดพ้นจากคณะนิกายและบบแบ่งแยกทั้งมวลไปจนถึงช่วงเวลาแห่งการปรากฎครั้งที่สองขององค์พระผู้เป็นเจ้า
คริสตจักรในเมืองละโอดีไกอ่ะเป็นเงาสะท้อนพี่น้องทั้งปวงที่มีชีวิตที่ตกต่ำลงในสมัยศตวรรษที่สิบเก้า
จนถึงเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมา
ยุคปัจจุบันนี้คือ ที่มืดแห่งราตรีกาล (รม13:12) และมนุษย์โลกทุกคน ล้วนเคลื่อนไหวและกระทำการ อยู่ในความมืด
ถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะ ในพระคัมภีร์ ซึ่งเปรียบเหมือนตะเกียง ที่ส่องแสงแก่ผู้เชื่อนั้น ได้ถ่ายทอดแสงสว่างฝ่ายวิญญาณ ที่ฉายส่องอยู่ใน ความมืดของพวกเขา
(ไม่เพียงแต่เป็นความรู้ ที่เป็นตัวอักษร ซึ่งเข้าใจได้ในความคิดเท่านั้น)
เราต้องเป็นเหมือนตะเกรียงที่สว่างไสวในหนทางและฐานที่ถูกต้อง
พระคำสำหรับเรามีสองชนิด
คือพระคำยามปกติ การอ่านท่องจำ การสะสม
พระคำยามฉับพันที่ผุดขึ้นมาทันทีในยามที่เราต้องการ สำหรับหนุ่นใจตัวเองและหล่อเลี้ยงพี่น้อง
ดวงดาวที่ส่องแสงเล็งถึงฑูตของคริสตจักรได้แกบุคลฝ่ายวิญญาณผู้แบกภาระความรับผิดชอบในการเป็นพยานขององค์พระเยซู ได้ถูกถือไว้ในหัตเบื้องขวาขององค์พระผู้เป็นเจ้า
เมื่อเราทำหน้าที่เป็นพยานของพระคริสตเราคือฑูตที่ส่องสว่างแก่คนที่ไม่เชื่อและผู้ที่เชื่อ
คันประทีปทองคำทั้งเจ็ตเล็งถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงดำเนินอยู่ในท่ามกลางคริสตจักรทั้งหลายเพื่อดูแลรักษาเราทั้งหลาย
ในการดำเนินชีวิตแห่งความื่อพระเจ้าจะอยู่กับเรา.
การอธิษฐานด้วยความเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ
ดาริอัสพอพระทัยแต่งตั้งอุปราช 120 คน เพื่อให้ปกครองทั่วราชอาณาจักร
(ดนล. 6:2 [THSV])
และทรงตั้งอภิรัฐมนตรี 3 คนอยู่เหนือพวกอุปราช ดาเนียลเป็นอภิรัฐมนตรีคนหนึ่ง ซึ่งจะรับรายงานจากอุปราช เพื่อกษัตริย์จะไม่ขาดประโยชน์
(ดนล. 6:3 [THSV])
แล้วดาเนียลคนนี้ก็มีชื่อเสียงกว่าอภิรัฐมนตรีอื่นๆ และอุปราชทั้งหลาย เพราะวิญญาณเลิศสถิตกับท่าน และกษัตริย์ทรงมีแผนจะแต่งตั้งท่านให้ครอบครองราชอาณาจักรนั้นทั้งหมด
(ดนล. 6:4 [THSV])
อภิรัฐมนตรีและอุปราชทั้งหลายจึงหาเหตุฟ้องดาเนียลในเรื่องราชอาณาจักร แต่ก็หาความผิดไม่ได้ เพราะท่านเป็นคนซื่อสัตย์ จะหาความพลั้งพลาดหรือการทุจริตในท่านไม่ได้เลย
(ดนล. 6:5 [THSV])
คนเหล่านี้จึงพูดกันว่า “ไม่มีทางหาเหตุฟ้องดาเนียลได้ นอกจากเราจะหาเหตุในเรื่องธรรมบัญญัติแห่งพระเจ้าของเขา”
(ดนล. 6:6 [THSV])
แล้วอภิรัฐมนตรีและอุปราชเหล่านี้ได้พากันเข้าเฝ้าพระราชาทูลว่า “ข้าแต่พระราชาดาริอัส ขอทรงพระเจริญเป็นนิตย์
(ดนล. 6:7 [THSV])
อภิรัฐมนตรีทุกท่านแห่งราชอาณาจักร ทั้งองคมนตรี อุปราช และผู้ว่าราชการมณฑลทั้งสิ้นได้ตกลงกันว่า พระราชาควรจะตรากฎหมายและออกคำประกาศว่า ในสามสิบวันนี้ ถ้ามีใครทูลขอต่อพระหรือมนุษย์นอกเหนือจากพระองค์ ข้าแต่พระราชา ก็ให้โยนคนนั้นลงในถ้ำสิงโต
(ดนล. 6:8 [THSV])
ข้าแต่พระราชา บัดนี้ ขอฝ่าพระบาททรงตราคำประกาศและลงพระนามในหนังสือสำคัญ เพื่อจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ตามกฎหมายของคนมีเดียและคนเปอร์เซีย ซึ่งจะแก้ไขไม่ได้เป็นอันขาด”
(ดนล. 6:9 [THSV])
เพราะฉะนั้น กษัตริย์ดาริอัสจึงลงพระนามในหนังสือสำคัญและในประกาศ
(ดนล. 6:10 [THSV])
เมื่อดาเนียลทราบว่ากษัตริย์ลงพระนามในหนังสือสำคัญนั้นแล้ว ท่านก็กลับบ้าน ซึ่งมีหน้าต่างห้องชั้นบนเปิดตรงไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และท่านก็คุกเข่าลงวันละ 3 ครั้ง อธิษฐานและขอบพระคุณพระเจ้าของท่านอย่างที่เคยทำเสมอ
(ดนล. 6:11 [THSV])
เมื่อพวกที่สมรู้ร่วมคิดพากันมาพบดาเนียลกำลังอธิษฐานและวิงวอนต่อพระเจ้าของท่าน
(ดนล. 6:12 [THSV])
เขาทั้งหลายก็ไปเข้าเฝ้า และทูลกษัตริย์เกี่ยวกับประกาศห้ามว่า “ข้าแต่พระราชา ฝ่าพระบาทได้ลงพระนามในหนังสือสำคัญฉบับหนึ่งไม่ใช่หรือว่า ถ้ามีใครทูลขอต่อพระหรือมนุษย์นอกเหนือจากพระองค์ ในสามสิบวันนี้ ข้าแต่พระราชา ก็ให้โยนคนนั้นลงในถ้ำสิงโต?” กษัตริย์ตรัสตอบว่า “เรื่องนั้นยังคงอยู่ ตามกฎหมายของคนมีเดียและคนเปอร์เซีย ซึ่งจะแก้ไขไม่ได้เป็นอันขาด”
(ดนล. 6:13 [THSV])
แล้วเขาจึงทูลต่อกษัตริย์ว่า “ดาเนียลผู้เป็นคนหนึ่งในพวกที่ถูกกวาดเป็นเชลยจากยูดาห์ ไม่ได้เชื่อฟังฝ่าพระบาท ข้าแต่พระราชา และไม่เชื่อฟังคำประกาศในหนังสือสำคัญซึ่งฝ่าพระบาทลงพระนามไว้ แต่ได้ทูลขอต่อพระของเขาวันละ 3 ครั้ง”
(ดนล. 6:14 [THSV])
เมื่อกษัตริย์ทรงสดับถ้อยคำเหล่านี้แล้ว ก็ทรงโทมนัสยิ่งนัก และตั้งพระทัยหาทางช่วยกู้ดาเนียล ทรงพยายามหาทางช่วยจนถึงเวลาดวงอาทิตย์ตก
(ดนล. 6:15 [THSV])
แล้วคนเหล่านั้นที่สมรู้ร่วมคิดกันก็พากันมาเข้าเฝ้ากษัตริย์และทูลว่า “ข้าแต่พระราชา ขอฝ่าพระบาททรงทราบว่ากฎหมายของคนมีเดียและคนเปอร์เซียที่ประกาศห้ามก็ดี หรือ กฎหมายก็ดี ซึ่งพระราชาทรงประทับตราแล้วย่อมเปลี่ยนแปลงไม่ได้”
(ดนล. 6:16 [THSV])
แล้วกษัตริย์ทรงบัญชา ดาเนียลก็ถูกโยนในถ้ำสิงโต กษัตริย์ตรัสแก่ดาเนียลว่า “ขอพระเจ้าของท่านผู้ที่ท่านปรนนิบัติอยู่ตลอดมานั้น ทรงช่วยกู้ท่านเถิด”
(ดนล. 6:17 [THSV])
แล้วเขานำศิลาก้อนหนึ่งมาปิดปากถ้ำไว้ กษัตริย์ก็ทรงประทับตราของพระองค์ และตราของบรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของพระองค์ เพื่อว่าจะไม่มีใครมาเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของดาเนียลได้
(ดนล. 6:18 [THSV])
แล้วกษัตริย์ก็เสด็จกลับพระราชวัง ทรงอดอาหารตลอดคืนนั้น ไม่ให้นำสิ่งบันเทิงมาถวายพระองค์ และบรรทมไม่หลับ
(ดนล. 6:19 [THSV])
พอเช้าตรู่ กษัตริย์ก็ตื่นบรรทม รีบเสด็จไปยังถ้ำสิงโต
(ดนล. 6:20 [THSV])
เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้ถ้ำที่ดาเนียลอยู่ พระองค์ก็ตรัสเรียกดาเนียลด้วยเสียงโทมนัสว่า “โอ ดาเนียลผู้รับใช้ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ พระเจ้าของท่านซึ่งท่านปรนนิบัติอยู่เนืองนิตย์นั้น ทรงสามารถช่วยกู้ท่านจากสิงโตได้แล้วหรือ?”
(ดนล. 6:21 [THSV])
แล้วดาเนียลทูลกษัตริย์ว่า “ข้าแต่พระราชา ขอทรงพระเจริญเป็นนิตย์
(ดนล. 6:22 [THSV])
พระเจ้าของข้าพระบาททรงใช้ทูตสวรรค์มาปิดปากสิงโตไว้ มันไม่ได้ทำอันตรายแก่ข้าพระบาท เพราะพระองค์ทรงเห็นว่า ข้าพระบาทไร้ความผิดต่อพระพักตร์พระองค์ ข้าแต่พระราชา ข้าพระบาทไม่ได้ทำผิดประการใดต่อพระพักตร์ฝ่าพระบาทด้วย”
(ดนล. 6:23 [THSV])
ฝ่ายพระราชาก็ทรงโสมนัสยิ่งนัก และทรงบัญชาให้นำดาเนียลออกมาจากถ้ำ เขาจึงเอาดาเนียลออกจากถ้ำ ไม่ปรากฏว่ามีอันตรายอย่างใดที่ตัวท่านเลย เพราะท่านได้วางใจในพระเจ้าของท่าน
(ดนล. 6:24 [THSV])
แล้วกษัตริย์ทรงบัญชาให้นำคนเหล่านั้นที่ใส่ร้ายดาเนียลมาโยนทิ้งในถ้ำสิงโต ทั้งตัวเขา บุตรทั้งหลาย และภรรยาของพวกเขาด้วย ยังไม่ทันตกไปถึงพื้นถ้ำ พวกสิงโตก็ขย้ำพวกเขา และหักกระดูกของเขาทั้งหลายจนแหลก
(ดนล. 6:25 [THSV])
แล้วกษัตริย์ดาริอัสมีพระราชสาสน์ไปถึงชนทุกชาติทุกเผ่าทุกภาษาที่อาศัยอยู่ในพิภพทั้งสิ้นว่า “สันติสุขจงมีแก่ท่านทั้งหลายอย่างทวีคูณ
(ดนล. 6:26 [THSV])
เราออกกฤษฎีกาว่า ให้คนทั้งหลายในราชอาณาจักรทั้งหมดของเรากลัวและยำเกรงพระเจ้าของดาเนียล เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์ ราชอาณาจักรของพระองค์จะไม่ถูกทำลาย และการปกครองของพระองค์จะดำรงจนถึงที่สุด
(ดนล. 6:27 [THSV])
พระองค์ทรงช่วยกู้และช่วยให้พ้นภัย พระองค์ทรงทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ในฟ้าสวรรค์และบนพื้นพิภพ พระองค์คือพระผู้ช่วยดาเนียลให้รอด จากอำนาจของสิงโต”
(ดนล. 6:28 [THSV])
ดังนั้น ดาเนียลผู้นี้จึงได้เจริญก้าวหน้าในรัชสมัยของดาริอัส และในรัชสมัยของไซรัสชาวเปอร์เซีย
พระเจ้าทรงสำเร็จ แผนการบริหารของพระองค์ บนแผ่นดินโลก ผ่านช่องทางแห่งการอธิษฐาน ที่สัตย์ซื่อของพระองค์
กลยุทธของซาตาน คือการมาทำลายการอธิษฐาน ที่มีเพื่อการเคลื่อนไหวของพระเจ้า.
ในดานิเอลบทที่6ดานิเอลกับเหล่าสหายมีชัยชนะต่อเล่ห์เหลี่ยมของซาตาน
ในตอนนี้เราจะเห็นว่ามีการทดสอบความเชื่อของดานิเอลและเหล่าสหาย ดานิเอลอธิษฐานด้วยการคุกเข่าวันสามครั้งเปิดหน้าต่างมุ่งตรงไปยังกรุงเยรูซาเล็มโดยไม่กลัวต่อบทลงโทษที่จะเจอ
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับดานิเอลนี้ที่เป็นตัวอย่างในการวางรากฐานแบบอย่างการอธิษฐานด้วยความเชื่อ
การอธิษฐานวันละสามครั้งด้วยการคุกเข่าอดอาหารอธิษฐานด้วยความเชื่ออย่างแรงกล้า
ทำให้พระเจ้าตอบสนองคำอธิษฐานแก่ดานิเอล
แม้ว่าจะเจอการขัดขวางสารพัดอย่างขนาดถึงขั้นเอาชีวิตเป็นเดิมพันแต่ดานิเอลก็ไม่ย่อท้อเลยเชียว
พระเจ้าก็ไม่ทอดทิ้งตอบรับการอธิษฐานต่อดานิเอล
วันนี้ในท่ามกลางสภาพชีวิตคริสตจักรที่ตกต่ำทุกวันนี้
เราจะเห็นเพียงการอธิษฐานตามประเพณีเท่านั้น
การอธิษฐานแบบรูปเคารพเสียส่วนใหญ่
การอธิษฐานขอโน่นนี่นั่นเต็มไปหมด
การอธิษฐานเช่นนี้มักจะไม่เกิดผลดีต่อชีวิตที่บริสุทธิ์
และไม่ใช่เป็นการอธิษฐานต่อพระเจ้าที่ออกมาจากจิตวิญญาณ
อีกด้วย.
ตัวอย่างแห่งการอธิษฐานของดานิเอลเป็นการเตือนสติ
ข้าพระองค์อีกครั้งหนึ่ง
ตอกย้ำให้อธิษฐานด้วยความเชื่อมั่นต่อพระเจ้าอย่างแรงกล้า
วิสุทธิ์ชนในวันนี้ต้องเอาแบบอย่างดานิเอลเป็นแบบอย่างที่ถูกต้อง.
วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556
บันทึกประจำวันแห่งหลักความจริง
ข้อลึกลับแห่งพระคุณที่ลึกลับซั
ทั้งอับราฮาม, ดาวิด และผู้เผยพระวจนะคนอื่นๆ และดานิเอลก็ไม่ได้เห็น ข้อลับลึกแห่งคริสตจักร ซึ่งถูกซ่อนไว้ตลอดทุกยุคทุกสมั
ตามนิมิตของดานิเอล หลังจากที่พระคริสต์ สำเร็จการไถ่แล้ว ก็เสด็จไปหาพระเจ้า ในการเสด็จสู่สวรรค์ทันที เพื่อจะรับอาณาจักร.
เขาไม่ได้ตระหนักว่า ระหว่างการมาปรากฏครั้งแรก กับครั้งที่สองของพระคริสต์นั้น มีช่วงเวลาหนึ่ง ที่พระเจ้าจะทรงกระทำ การงานที่ดีเลิศและลับลึก อยู่บนพื้นฐาน แห่งการไถ่ของพระคริสต์.
การงานนี้คือ
การให้พลไพร่ที่พระองค์ทรงไถ่
และจากนั้นก็แบ่งแยกบริสุทธิ์,
เปลี่ยนใหม่,
เปลี่ยนแปลง,
และถอดแบบพวกเขา ตามพระฉายา
อันสง่าราศีของพระคริสต์.
อฟ.3:3-11
เปาโลเป็นอัครฑูรที่ไดเปิดเผยข้
• • • • • • • • • • •
การปฏิบัติของอัครฑูรคือทำให้
วันอังคาร การสู้รบฝ่ายวิญญาศัตรูที่
อาณาจักรก็ได้มอบให้แก่ท่าน เพื่อผู้คนทุกเผ่าพันธุ์, ทุกชาติ, และทุกภาษาจะปรนนิบัติท่าน. อำนาจครอบครองของพระองค์ เป็นอำนาจครอบครองที่นิรันดร์ ซึ่งจะไม่สิ้นสุดไป
ในบทที่ 11 ดานิเอล บทที่ 10 ได้แสดงให้เราเห็นถึง โลกฝ่ายวิญญาณ ที่อยู่เบื้องหลังโลกฝ่
เราจะต้องมองเห็น เรื่องราวฝ่ายวิญญาณ ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวฝ่
ทูตสวรรค์ผู้ส่งสาร ได้มาบอกดานิเอล ถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังโลกฝ่
เขาบอกดานิเอลว่า ตัวเขาเองได้ต่อสู้กับ เจ้าผู้พิทักษ์อาณาจักรเปอร์เซี
จากนั้นก็บอกดานิเอลว่า มีวิญญาณชั่วอีกวิญญาณหนึ่ง คือเจ้าผู้พิทักษ์แห่งกรีก (ยาวาน). ทั้งยังมีทูตสวรรค์มิคาเอล ซึ่งเป็นเจ้าผู้พิทักษ์ ที่ต่อสู้เพื่ออิสราเอล.
ในบทที่ 5 เรามองเห็นว่า เบละซาซัรได้ปล่อยตัว ไปกับการสำมะเลเทเมาอย่างไร และในคืนเดียวกันนั้นเอง ดาระยาศกษัตริย์แห่งมีเดีย ได้เสด็จมาทำลายและ ประหารเขาอย่างไร.
แต่เรามองไม่เห็นว่า มีวิญญาณกำลังต่อสู้ เพื่อดาระยาศอยู่. ดานิเอล 11:1 กล่าวว่า "ส่วนตัวข้าพเจ้านั้น ในปีต้นแห่งรัชกาลดาระยาศ กษัตริย์แห่งมีเดีย ข้าพเจ้าเป็นตัวตั้งตัวตี ที่ให้กำลังแก่เขา."
ดาระยาศเข้มแข็ง แม้ว่าจะชราแล้ว ก็เพราะทูตสวรรค์องค์นี้ ได้ค้ำชูและให้กำลังแก่เขา. ทูตผู้ส่งสาร เพิ่มกำลังแก่ดาระยาศ เพื่อมาทำลายชาวบาบิโลน เพราะการมอบหมาย ที่พระเจ้ามีต่อจักรวารรดิบาบิ
ซาตานผู้เป็นดาวประจำรุ่ง, บุตรแห่งอรุโณทัย เป็นหนึ่งในทูตสวรรค์องค์แรกๆ
(เหล่าบุตรของพระเจ้า-โยบ.38:7, เทียบ โยบ.1:6)
ที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างขึ้น ในตอนเริ่มต้นของจักรวาล. พระเจ้าได้ทรงแต่งตั้งให้มัน เป็นประมุขของทูตสวรรค์ทั้
ยะซายา 14:12-15 พิจารณาว่า ลูซิเฟอร์กับนะบูรคัศเนซัร กษัตริย์แห่งบาบิโลนเป็นคนๆ เดียวกัน
นะบูรคัศเนซัรเป็นอีกสัญลักษณ์
กรณีนี้เปิดเผยถึง อาณาจักรแห่งความมืดของซาตาน ที่อยู่เบื้องหลั
(อฟ.6:12ข; เทียบ ดนอ.10:13, 20)
และการที่มันเป็นหนึ่ง กับเหล่าผู้ปกครองชาติต่างๆ.
(ยซย.14:12, คำอธิบาย 1)
การสู้รบฝ่ายวิญญานกับศัตรูที่
• • • • • •
พุธ
ผู้หญิงคนนี้ ไม่เพียงเป็นตัวแทน ของพลไพร่ของพระเจ้า แต่คือตัวแทนของพระเจ้า**
** ด้านหน้าของผู้หญิง มีมังกรตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึง ศัตรูของพระเจ้า. สงครามระหว่างผู้หญิงกับงู หรือมังกรนั้น ได้ดำเนินอยู่ตลอดทุกยุคสมัยที่
ผู้คนในโลกสามารถมองเห็น เพียงเรื่องราวที่ปรากฏชัด ทางภายนอก เช่น การค้า, การเมือง, อุตสาหกรรม, การศึกษา, การสงคราม...
.พวกเขารู้เพียงว่า พวกเขาต้องได้รับการศึกษาที่ดี จึงจะได้งานที่ดี เพื่อความเป็นอยู่ที่ดี. พวกเขามองไม่เห็น นิมิตของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ในจักรวาล. **
แต่เรามองเห็นอย่างชัดเจนว่า กำลังเกิดอะไรขึ้น.
**ผู้หญิงเป็นสัญลักษณ์ ของพลไพร่ของพระเจ้า
และเป็นตัวแทนของพระเจ้า
**กรณีนี้เป็นหมายสำคัญเล็งว่า เราซึ่งเป็นพลไพร่ของพระเจ้านั้
*พระเจ้าทรงเป็นสามีเพียงหนึ่
พระเจ้าทรงมีศัตรู. เริ่มแรกศัตรูตัวนี้เป็นเพียงงู
สิ่งที่มาขัดขวางกิตติคุณ ไม่ใช่สิ่งแวดล้อมทางภายนอก แต่คือซาตาน. **
สิ่งที่มาครอบงำมนุษย์ และทำให้พวกเขา ไม่รักองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น ไม่ใช่ทั้งความสัมพันธ์ของมนุ
**เรายังรู้ว่าสาเหตุ ของความสับสนวุ่นวาย, การแก่งแย่ง, ความเยือกเย็น และการเสื่อมเสีย ในคริสตจักรทั้งหมด ล้วนไม่ใช่เพราะเหตุอื่นใด นอกจากซาตาน
การงานทั้งหมดของคริสตจักร ต้องถูกกำกับไว้ โดยหลักการ แห่งอาณาจักรของพระเจ้า.
การช่วยดวงวิญญาณ, การขับผี, และการงานอื่นๆ ล้วนต้องอยู่ภายใต้หลักการ แห่งอาณาจักรของพระเจ้าทั้งสิ้
**เราต้องทำงาน โดยยืนอยู่บนฐานะ แห่งอาณาจักรของพระเจ้า และเราต้องใช้อาณาจักรของพระเจ้
หลักการแห่งการงานของพระเจ้าคือ พระองค์จะรอคอย ให้พลไพร่ของพระองค์ มีการเคลื่อนไหวก่อน จากนั้นพระองค์จึงค่อยเคลื่
• • • • • •
พฤหัส
การมาถึงของอาณาจักร มีสองด้าน:
1. ความเที่ยงแท้แห่งอาณาจักร (มธ.5:3) ซึ่งอยู่ในการดำเนินชีวิตคริ
2. และการมาปรากฏ แห่งอาณาจักร ในอาณาจักรพันปี ซึ่งจะถูกนำเข้ามา โดยเหล่าผู้เชื่อที่มีชัยชนะ.
กรณีนี้ก็หมายความว่า คริสตจักรทั้งหลายก็คืออาณาจั
จุดมุ่งหมายที่พระเจ้า มีสำหรับคริสตจักรคือ การได้มาซึ่งอาณาจักร และเพื่อสิ่งนี้ ผู้เชื่อทั้งหมดของพระองค์ จำต้องสุกงอมจนถึงขั้นที่ พวกเขาสามารถมีชีวิตเป็นอยู่ ในความเที่ยงแท้แห่งอาณาจักร และนำการปรากฏ แห่งอาณาจักรเข้ามา.
• • • • • • • • • •
ศุกร์
ในฐานะพระกายของพระคริสต์ คริสตจักร เป็นการสานต่อของพระคริสต์. ทุกสิ่งที่เป็นของพระคริสต์ ก็เป็นของคริสตจักร.
ในสายพระเนตรของพระเจ้า คริสตจักรมีความสำคัญ เป็นอย่างมาก. ฐานะของคริสตจักร กับพระคริสต์นั้น ถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน และ
เรื่องที่คริสตจักร ต้องรับผิดชอบก็คือ การสานต่อการสู้รบ ที่พระคริสต์ทรงกระทำบนแผ่นดิ
ท่าทีในชัยชนะต่อมารเราต้
บรรทัดที่5
เราต้องมีจุดยืน
คริสตจักร ในฐานะพระกายของพระคริสต์ ก็คือการแผ่ขยายของพระองค์ โดยการสานต่อจุดยืน และการงานในการต่อสู้ กับศัตรูของพระเจ้า
1. จุดยืนคือการเสด็จสู่สวรรค์
2. สานต่อการงานที่พระองค์ถูกตรึ
ดานิเอลอธิษฐานพระเจ้าฟั
• • • • • • • • • • • • • • • • • • •
เสาร์
**การประกาศกิตติคุณ ไม่เพียงแต่กระทำให้ตาของมนุษย์ ถูกเปิดออก ไม่เพียงแต่กระทำให้มนุษย์ หลุดพ้นจากความมืด มาสู่ความสว่าง ยิ่งกว่านั้นยังทำให้พวกเขาหลุ
**ตามโกโลซาย 1:13 การหลุดพ้นจากอำนาจแห่งความมืด ก็คือการหลุดพ้
**จุดประสงค์ของการสู้รบฝ่ายวิ