วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สภาพการณ์คริสตจักรจากนิมิตรแห่งวิวรณ์

สภาพการณ์ของคริสจักรทั้งเจ็ดในแต่ช่วงเพื่อให้เราได้เห็นการเปิดเผยอย่างแท้จริงสำหรับการดำเนินชีวิตมีทั้งคริสจักรที่ตกต่ำและคริสจักรที่ได้รับการฟื้นฟูจากดวงดาวเหล่าวิสุทธิชนที่ส่องสว่าง
ดังนั้นคริสจักรทั้งเจ็ดเป็นหมายสำคัญที่ได้ทำนายถึงความก้าวหน้าและตกต่ำของคริสจักรทั้งเจ็ดในแต่ละช่วง
คริสตจักรทั้งเจ็ดยังเป็นภาพประกอบอันดีเลิศที่เปิดเผยถึงคริสจักรท้องถิ่น. มิใช่ในด้านหลักธรรม
แต่ในด้านปฎิบัติจริงๆๆ. โดยการพิจารดูจากคริสจักรทั้งเจ็ดนี้
คริสจักรทั้งเจ็ดเป็นการพยากรณ์ถึงความก้าวหน้าสภาพการของคริสตจักรท้องถิ่นในแต่ละช่วงเวลา
คริสตจักรเอเฟโซเป็นคริสจักรในขั้นตอนสุดท้ายของขั้นแรกอยู่ในระหว่างช่วงปลายศตวรรษที่๑
เป็นยุคที่ละทิ้งความรักดั่งเดิมเริ่มอ่อนแอการตกต่ำของการดำเนินชีวิตคริสตจักรเยือกเย็นไม่ร้อนรนในการแสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้า


คริสตจักรในเมืองซะมุระนา แบบเล็งสำแดงถึงคริสตจักรที่ต้องทนทุกข์ภายใต้การข่มแหงของจักรวรรดิโรมันตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่หนึ่งจนถึงปลายศตวรรษที่สี่ตอนต้น คือเมื่อจักรพรรดิ
คอนสแตนตินมหาราชผูเป็นกษัตริย์ซีซาของจักรวรรดิโรมันได้ยอมรับศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ
คริสตจักรในเมืองเประฆาโม เล็งถึงคริสตจักรที่อยู่ฝ่ายโลกคือคริสตจักรที่แต่งงานกับโลกอยู่ในช่วงเวลาตั้งแต่จักรวรรดิคอนสแตนตินยอมรับศาสนาคริสเป็นศาสนาประจำชาติจนถึงเวลาที่ระบบสันตะปาปาได้ถูกตั้งขึ้นในช่วงหลังของศตวรรษที่หก


คริสตจักรในเมืองธุอาไตระคริสตจักรที่ประพฤติผิดจากหลักคำสอนอันแท้จริง. ตั้งแต่มีการจัดลำดับสมณศักดิ์ของระบบสันตะปาปาในช่วงหลังศตวรรษที่หกจนถึงยุคสุดปลายนี้กระทั่งพระคริสตเสด็จมา
คริสตจักรในเมืองซัรได เป็นการสำแดงถึงนิกายโปรเตสแตนท์ตั้งแต่ยุคปฎิรูปศาสนาในตอนต้นศตวรรษที่หกสิบจนถึงวันเสด็จกลับมาของพระคริสต์
คริสตจักรในมเืองฟึละเด็ลไฟอ่ะเป็นภาพเล็งถึงคริสจักรที่รักกันฉันพี่น้องมีการฟื้นฟูชีวิตคริสจักรอันถูกต้อง. ตั้งแต่ตอนต้นศตวรรษที่สิบเก้า
พี่น้องทั้งหลาบในอังกฤษได้ฟื้นฟูชีวิตคริสตจักร
หลุดพ้นจากคณะนิกายและบบแบ่งแยกทั้งมวลไปจนถึงช่วงเวลาแห่งการปรากฎครั้งที่สองขององค์พระผู้เป็นเจ้า
คริสตจักรในเมืองละโอดีไกอ่ะเป็นเงาสะท้อนพี่น้องทั้งปวงที่มีชีวิตที่ตกต่ำลงในสมัยศตวรรษที่สิบเก้า
จนถึงเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมา


ยุคปัจจุบันนี้คือ ที่มืดแห่งราตรีกาล (รม13:12) และมนุษย์โลกทุกคน ล้วนเคลื่อนไหวและกระทำการ อยู่ในความมืด

ถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะ ในพระคัมภีร์ ซึ่งเปรียบเหมือนตะเกียง ที่ส่องแสงแก่ผู้เชื่อนั้น ได้ถ่ายทอดแสงสว่างฝ่ายวิญญาณ ที่ฉายส่องอยู่ใน ความมืดของพวกเขา
(ไม่เพียงแต่เป็นความรู้ ที่เป็นตัวอักษร ซึ่งเข้าใจได้ในความคิดเท่านั้น)
เราต้องเป็นเหมือนตะเกรียงที่สว่างไสวในหนทางและฐานที่ถูกต้อง
พระคำสำหรับเรามีสองชนิด
คือพระคำยามปกติ การอ่านท่องจำ การสะสม


พระคำยามฉับพันที่ผุดขึ้นมาทันทีในยามที่เราต้องการ สำหรับหนุ่นใจตัวเองและหล่อเลี้ยงพี่น้อง


ดวงดาวที่ส่องแสงเล็งถึงฑูตของคริสตจักรได้แกบุคลฝ่ายวิญญาณผู้แบกภาระความรับผิดชอบในการเป็นพยานขององค์พระเยซู ได้ถูกถือไว้ในหัตเบื้องขวาขององค์พระผู้เป็นเจ้า
เมื่อเราทำหน้าที่เป็นพยานของพระคริสตเราคือฑูตที่ส่องสว่างแก่คนที่ไม่เชื่อและผู้ที่เชื่อ

คันประทีปทองคำทั้งเจ็ตเล็งถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงดำเนินอยู่ในท่ามกลางคริสตจักรทั้งหลายเพื่อดูแลรักษาเราทั้งหลาย
ในการดำเนินชีวิตแห่งความื่อพระเจ้าจะอยู่กับเรา.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น