วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ฮักกัยคู่ร่วมประสานซะคาระยาในการก่อสร้างพระวิหารบริสุทธิ์อันศักสิทธิ์ของพระเจ้า

ในระหว่างเวลาที่ชาวอิสราเอลได้หยุดก่อสร้างพระวิหารขึ้นใหม่นั้น

 

ในเวลานั้นเค้าเหล่านั้นเค้าเหล่านั้นก็ได้สร้างบ้านเรือนของตนเองอย่างงดงามสวยหรู จนลืมเรื่องการก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้าเสียสิ้น

 

ประกอบกับเวลานั้นการต่อต้านและการขัดขวางศัตรูมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา และยิ่งกว่านั้นเกิดความอ้างว้างและเกิดความกันดารมีขึ้นอย่างมากมาย 

 

ชาวอิสราเอลจึงนึกคิดว่าเวลาแห่งการก่อสร้างพระวิหารให้กับพระเจ้ายังคงมาไม่ถึงละทิ้งไว้ก่อน.

“พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรัสดังนี้ว่า ประชาชนเหล่านี้กล่าวว่า เวลานั้นยังไม่มาถึง คือเวลาที่จะสร้างพระนิเวศของพระเยโฮวาห์”                        ฮักกัยบทที่1ข้อ2   “โอ้ เจ้าทั้งหลาย ถึงเวลาแล้วหรือที่ตัวเจ้าเองอาศัยอยู่ในบ้านที่มีไม้บุ แต่ส่วนพระนิเวศนี้ทิ้งให้พังทลาย                          ฮักกัยบทที่1ข้อ4
เจ้าหว่านมาก แต่เกี่ยวน้อย เจ้ารับประทาน แต่ไม่เคยอิ่ม เจ้าดื่ม แต่ก็ไม่เคยหายอยาก เจ้านุ่งห่ม แต่ก็ไม่มีใครอุ่น ผู้ที่ได้ค่าจ้าง ก็ได้ค่าจ้างมาใส่ถุงที่มีรู
                         ฮักกัยบทที่1ข้อ6

เพราะฉะนั้น ท้องฟ้าที่อยู่เหนือเจ้าจึงยั้งน้ำค้างไว้เสีย และโลกก็ยึดพืชผลของมันไว้เสีย
                          ฮักกัยบทที่1ข้อ10
จากสภาพการณ์เช่นนี้เองพระเจ้าจึงได้ทรงใช้ ศาสดาพยากรณ์ฮาฆีจึงได้ลุกขึ้นป่าวประกาศพระคำของพระเจ้าเพื่อหนุนใจชาวอิสราเอลที่ได้กลับคืนมาให้ดำเนินการก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้าขึ้นมาใหม่ต่อไปจนกว่าพระวิหารของพระเจ้าจะก่อสร้างสำเร็จ
พระคำของพระเจ้าจึงได้มาถึงศาสดาพยากรณ์ฮาฆีว่า 

พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรัสดังนี้ว่า จงพิจารณาดูว่า เจ้ามีความเป็นอยู่อย่างไร

พระเยโฮวาห์ตรัสว่า จงขึ้นไปที่เนินเขาและนำไม้มาสร้างพระนิเวศ เราจะมีความพอใจในพระนิเวศนั้น และเราจะได้รับเกียรติ
                          ฮักกัยบทที่1ข้อ7-8
พระเจ้าได้ทรงใช้ศาสดาพยากรณ์ฮักกัยมาติเตียนเตือนสติพลไพร่ของพระองค์ว่า การที่พวกเขาเหล่านั้นได้รับภัยพิบัติต่างๆๆมากมาย และต้องรับการทนทุกข์ทรมารยากลำบาก เพื่อที่พวกเขาเหล่านั้นจะได้รู้จักสำรวจตรวจสอบการประพฤติของตนเอง

พวกเขาไม่ควรที่จะปล่อยให้พระวิหารของพระเจ้าเป็นที่รกร้างว่างเสีย แต่พวกเขาควรขึ้นไปยังภูเขาเพื่อไปหาไม้และวัสดุมาก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้า

ด้วยคำเตือนของพระเจ้าผ่านมายังศาสดาพยากรณ์ฮักกัยนี้ ยะโอซูอ่ะปุโรหิตใหญ่บุตรของยะโฮชาดักและพลไพร่ที่เหลืออยู่นั้น
ได้เชื่อฟังพระคำของพระยะโฮวาผู้เป็นพระเจ้าของเขา

“แล้วเศรุบบาเบล บุตรชายเชอัลทิเอลและโยชูวา บุตรชายเยโฮซาดัก มหาปุโรหิต พร้อมกับประชาชนทั้งปวงที่เหลืออยู่ได้เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเขาทั้งหลาย และถ้อยคำของฮักกัยผู้พยากรณ์ เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาทั้งหลายได้ทรงใช้ท่านมา และประชาชนก็เกรงกลัวต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์”                              ฮักกัยบทที่1ข้อ12 และพระเจ้ายังได้ทรงใช้ศาสดาพยากรณ์ฮาฆี หนุนใจชาวอิสราเอลให้เขาเหลานั้นทำงานก่อสร้างพระวิหารด้วยความเข้มแข็ง เพื่อที่การก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้าจะสำเร็จขึ้นมาใหม่   พระเยโฮวาห์ตรัสว่า โอ เศรุบบาเบลเอ๋ย แม้กระนั้นก็ดี จงกล้าหาญเถิด โอ โยชูวาบุตรชายเยโฮซาดัก มหาปุโรหิตเอ๋ย จงกล้าหาญเถิด ประชาชนทั้งสิ้นแห่งแผ่นดินเอ๋ย จงกล้าหาญเถิด พระเยโฮวาห์ตรัสดังนี้แหละ พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรัสว่า จงทำงานเถิด เพราะเราอยู่กับเจ้า                           ฮักกัยบทที่2ข้อ4 การก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้าในวันนี้ต้องมีคนอย่างฮักกัยมาช่วยหนุนใจเตือนใจเราให้เข้มแข็ง เพื่อที่เราทั้งหลายจะได้ก่อสร้างพระวิหารอาณาจักรสรรค์ที่นิรันดร์แก่พระเจ้า สรรเสริญพระเจ้า เอเมน.











วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ฮักกัยศาสดาพยากรณ์ผู้เผยพระวจนะที่สัตซื่อในก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้า


ฮักกัยเป็นศาสดพยากรณ์พระคำของพระเจ้าที่เกิดอยู่ในสมัยเดียวกับศาสดาพยากรณ์ซะคาระยา

(ผู้เล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์อาณาจักรของพระเจ้าที่กินผลไม้แห่งชีวิตนิรันดร์ในสวนเอเดน แต่ไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินโลกคืออาณาจักรของซาตานที่กินแต่ผลไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว)


ฮักกัยได้ประกาศพระคำของพระเจ้าเพื่อเตือนสติพลไพร่ของพระองค์ในปีที่2แห่งรัชกาลของกษัตริย์ดาระยาศ

ฮักกัยมีความหมายว่าเทศกาลของเรา
หรือเทศกาลของพระยะโฮวา
กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าฮักกัยมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะรีบกลับมายังประเทศของตน
เพื่อที่ฮักกัยจะฟื้นฟูประเทศของเขา และทำการฟื้นฟูเทศกาลของพระเจ้าขึ้นมาใหม่
ตรงนี้เราจะเห็นได้ว่าฮักกัยเป็นคนที่มีใจร้อนรนในการกลับมาฟื้นฟูการก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้าอย่างไม่รีรอ

ฮักกัยมีภาระใจที่จะกระทำการก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้า ฮักกัยได้ทำการฟื้นฟูพระวิหารของพระเจ้าเทศกาลต่างๆๆเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระยะโฮวา
ถามว่าเราผู้เป็นพี่น้องคริสเตียนผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์มีใจร้อนรนแบบฮักกัยในฟื้นฟูการก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้าบ้างหรือเปล่า
มีใจร้อนรนในการฟื้นฟูเทศกาลถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าบ้างหรือเปล่า
พี่น้องอาจจะบอกว่าผมมีส่วนอย่างมากด้วยการถวายทรัพย์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมคริสตจักรนี่ก็คือการก่อสร้างพระวิหาร และมาประชุมทุกวันอาทิตย์อย่างสม่ำเสมอมิได้ขาดมิได้หยุด ครับเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมขอบคุณพระเจ้า แต่นี่เป็นความเข้าใจที่ตื้นเขินอย่างมาก

การก่อสร้างพระวิหารแบบฮักกัย การฟื้นฟูเทศกาลของพระเจ้าแบบฮักกัยตรงนี้ ต้องเริ่มที่เราก่อนเพราะร่างกายของเราคือพระวิหารของพระเจ้า เราต้องไม่ลืมตรงนี้เราต้องฟื้นฟูพระวิหารของพระเจ้าที่ตัวเราก่อน

ฟื้นฟูอย่างไร เริ่มด้วยฟื้นฟูการอ่านกลืนกินย่อยพระคำของพระเจ้าเสียก่อน

ปัจจุบันมีพี่น้องหลายท่านและจำนวนมากเสียด้วยไม่ได้อ่านพระคำของพระเจ้าในชีวิตประจำวันจะอ่านก็ต่อเมื่อมาประชุมเท่านั้น

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าห่วงต่อพระวิหารของพระเจ้าจริงๆๆ
ถ้าพระวิหารของพระเจ้าขาดการดูแลหล่อเลียงจากพระคำของพระเจ้าเสียแล้วพระวิหารของพระเจ้าจะเจริญเติบโตถวายเกียรติเป็นสง่าราศรีให้แก่พระเจ้าได้อย่างไร

ไม่อ่านพระคำของพระเจ้าก็มีแต่ทำให้พระวิหารของพระเจ้าเสื่อมโทรมลงแล้วสุดท้ายพระวิหารของพระเจ้าก็พังทลายลง

พระเจ้าที่อาศัยอยู่ในพระวิหารก็ต้องไปหาพระวิหารแห่งใหม่อยู่

ส่วนพระวิหารที่พังทลายลงกลายเป็นวิหารเสื่อมโทรมที่มีแต่อำนาจวิญาณชั่วของมารซาตานมาสิงสถิตแทน
วิหารของพระเจ้าก็เลยกลายเป็นวิหารของซาตาน
อาณาจักรของพระเจ้าวิหารของพระเจ้าได้กลายเป็นอาณาจักรของซาตานวิหารของซานตานไปเสียแล้ว

เราจะเห็นว่าปัจจุบันในวิหารของซาตานอาณาจักรของซาตานจะเต็มไปด้วยรูปเคารพมากมากมาย เช่นรูปเคารพในเงินทอง สิ่งของที่เป็นยากเยื่อทั้งนั้น ชื่อเสียงลาภยศสรรเสริญก็ด้วยเช่นกันที่มีในวิหารซาตานนี้.
ยกตัวอย่างที่เห็นชัดเมื่อเราทำงาน เราก็มัวแต่บูชารูปเคารพในการงานเพื่อหวังตำแหน่งหน้าที่บ้านงาน
ทำแต่งานทุ่มเทให้กับงาน ไม่มาประชุมแล้ว ไม่เอาพระเจ้าแล้ว ไม่อ่านพระคำไม่มีใจแสวงหาพระเจ้าอีกเลย

เราจะทุ่มเทกายใจให้รูปเคารพการงานอย่างสุด
หัวใจทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการทำงาน เพียงแค่ต้องการตำแหน่งลมๆๆแล้งๆๆ เงินทองบ้านที่ใหญ่โตขึ้นสิ่งเหล่านี้เป็นหยากเยื้อแท้ๆๆ
เมื่อตายไปเราก็เอาไปไม่ได้อยู่ดีใช่ใหม

วันนี้เราต้องกลับใจเสียใหม่หันกลับร้อนรนต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าในการฟื้นฟูวิหารของพระเจ้าที่ตัวเราเสียก่อน.

การร้อนรนต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่สิ่งผิด
เพียงเรามีใจหันกลับดั่งชาวอิสราเอลที่ได้รับการตักเตือนของพระเจ้าผ่านมายังฮักกัยนั่นเอง

ฮกก. 1:2
"พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรัสดังนี้ว่า ประชาชนเหล่านี้กล่าวว่า เวลานั้นยังไม่มาถึง คือเวลาที่จะสร้างพระนิเวศของพระเยโฮวาห์"


ฮกก. 1:3
แล้วพระวจนะของพระเยโฮวาห์จึงมาถึงโดยทางฮักกัยผู้พยากรณ์ว่า

ฮกก. 1:4
"โอ เจ้าทั้งหลาย ถึงเวลาแล้วหรือที่ตัวเจ้าเองอาศัยอยู่ในบ้านที่มีไม้บุ แต่ส่วนพระนิเวศนี้ทิ้งให้พังทลาย

(ฮกก. 1:5 [ThaiKJV])
เพราะฉะนั้น บัดนี้พระเยโฮวาห์จอมโยธาจึงตรัสว่า จงพิจารณาดูว่า เจ้ามีความเป็นอยู่อย่างไร

(ฮกก. 1:6 [ThaiKJV])
เจ้าหว่านมาก แต่เกี่ยวน้อย เจ้ารับประทาน แต่ไม่เคยอิ่ม เจ้าดื่ม แต่ก็ไม่เคยหายอยาก เจ้านุ่งห่ม แต่ก็ไม่มีใครอุ่น ผู้ที่ได้ค่าจ้าง ก็ได้ค่าจ้างมาใส่ถุงที่มีรู

(ฮกก. 1:7 [ThaiKJV])
พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรัสดังนี้ว่า จงพิจารณาดูว่า เจ้ามีความเป็นอยู่อย่างไร

(ฮกก. 1:8 [ThaiKJV])
พระเยโฮวาห์ตรัสว่า จงขึ้นไปที่เนินเขาและนำไม้มาสร้างพระนิเวศ เราจะมีความพอใจในพระนิเวศนั้น และเราจะได้รับเกียรติ

(ฮกก. 1:9 [ThaiKJV])
เจ้าทั้งหลายหวังได้มาก แต่ดูเถิด ก็ได้น้อย และเมื่อเจ้านำผลมาบ้านของเจ้า เราก็เป่ามันไปเสีย พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรัสว่า ทำไมเป็นอย่างนั้นเล่า ก็เพราะนิเวศของเราพังทลายอยู่ ฝ่ายเจ้าต่างก็สาละวนอยู่กับเรื่องบ้านของตน

(ฮกก. 1:10 [ThaiKJV])
เพราะฉะนั้น ท้องฟ้าที่อยู่เหนือเจ้าจึงยั้งน้ำค้างไว้เสีย และโลกก็ยึดพืชผลของมันไว้เสีย

(ฮกก. 1:11 [ThaiKJV])
และเราก็เรียกความแห้งแล้งมาสู่แผ่นดินและเนินเขา มาสู่ข้าว น้ำองุ่นใหม่ และน้ำมัน มาสู่สิ่งต่างๆซึ่งดินอำนวยผล สู่มนุษย์และสัตว์ และมาสู่ผลงานทั้งสิ้นซึ่งมือกระทำไว้"

(ฮกก. 1:12 [ThaiKJV])
แล้วเศรุบบาเบล บุตรชายเชอัลทิเอลและโยชูวา บุตรชายเยโฮซาดัก มหาปุโรหิต พร้อมกับประชาชนทั้งปวงที่เหลืออยู่ได้เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเขาทั้งหลาย และถ้อยคำของฮักกัยผู้พยากรณ์ เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาทั้งหลายได้ทรงใช้ท่านมา และประชาชนก็เกรงกลัวต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์

(ฮกก. 1:13 [ThaiKJV])
แล้วฮักกัย ทูตของพระเยโฮวาห์ จึงกล่าวแก่ประชาชนตามกระแสรับสั่งของพระเยโฮวาห์ว่า "พระเยโฮวาห์ตรัสว่า เราอยู่กับเจ้าทั้งหลาย"

(ฮกก. 1:14 [ThaiKJV])
และพระเยโฮวาห์ทรงเร้าใจเศรุบบาเบลบุตรชายเชอัลทิเอล ผู้ว่าราชการเมืองยูดาห์ และทรงเร้าใจของโยชูวาบุตรชายเยโฮซาดัก มหาปุโรหิต และเร้าใจประชาชนทั้งปวงที่เหลืออยู่นั้น เขาทั้งหลายก็มาทำงานในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์จอมโยธา พระเจ้าของเขาทั้งหลาย

(ฮกก. 1:15 [ThaiKJV])
ณ วันที่ยี่สิบสี่ของเดือนที่หก ในปีที่สองแห่งรัชกาลกษัตริย์ดาริอัส

ในฮักกัย บทที่1ข้อ2ถึง15 เราจะเห็นพระเจ้าได้ตรัสผ่านฮาฆีผู้เผยพระคำของพระเจ้าในการฟื้นฟูพระวิหารผ่านผู้เผยพระคำฮาฆี(ฉับบแปลใหม่ใช้ว่าฮักกัย)
เราใช้ของดีๆๆได้สิ่งดีๆๆมาใช้ในชีวิตแต่กลับ
คริสตจักรของพระเจ้าแท้ๆๆไม่เลย ขาดการเหลียวแลดูแลเอาใจใส่โอ้นี่หรือคนที่บอกว่าพระเจ้าข้ารักพระองค์

แต่ในทางปฎิบัติตามความเป็นจริงไม่เลย คริสตจักรขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างมากอย่างสูงสุด
บ่อยครั้งเอาของเหลือๆๆเสียๆๆมาทิ้งคริสตจักรเสียส่วนมาก

โอ้นี่หรือที่บอกข้ารักพระองค์ข้ารักคริสจักร พวกคนน่าซื่อใจคตจริงๆๆ.

วันนี้ตรงนี้เราต้องคุกเข่าลงอธิษฐานทูลขอต่อพระเจ้าว่า ข้าแต่พระเจ้าขอพระองค์ทรงให้ข้าพเจ้าได้กลับใจเสียใหม่เป็นคนใหม่ในหนทางแห่งการฟื้นฟูพระวิหารของพระองค์
ขอพระองค์ทรงโปรดใช้ข้าพเจ้าให้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูพระวิหารของพระองค์. เอเมน

วันนี้พระเจ้าได้ตรัสผ่านฮาฆีมาถึงเราผู้ได้ชื่อว่าเป็นสาวกวิสุทธิชนคนของพระเจ้าในการฟื้นฟูก่อสร้างพระวิหารขึ้นมาใหม่ เราเหลือเวลาไม่มากแล้วที่จะก่อสร้างวิหารของพระเจ้า เราจำต้องทุ่มเทกายจิตวิญญาณของเราทั้งหมดให้แก่พระเจ้าพระบิดาพระเยซูคริสค์ผู้ทรงพระชนย์อยู่เบื้องขวาพระหัตของพระเจ้า

กราบขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับบทเรียนในพระคำฮักกัยบทที่1ในวันนนี้ที่ทรงนำพาให้ข้าพระองค์ถวายพระคำเพื่อเปิดตาใจส่องแสงสว่างให้แก่ตัวข้าพระองค์และพี่น้องทุกท่านที่มีการนำพาในการเข้ามาอ่านพระคำของพระเจ้าด้วยความถ่อมใจยอมจำนนต่อพระคำของพระเจ้า สรรเสริญพระองค์ เอเมน.
ขอบทความนี้เป็นบทความเล็กๆๆที่เปิดตาใจแก่ข้าพระองค์ ส่องสว่างให้เห็นหนทางอันนิรันดร์ของพระเจ้าเอเมน.










วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

คำสั่งสอนสุดท้ายของพระเยซูคริสค์ 2

 

มาระโกบทที่16

 

16:15 ฝ่ายพระองค์จึงตรัสสั่งพวกสาวกว่า “ท่านทั้งหลายจงออกไปทั่วโลกประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน
16:16 ผู้ที่เชื่อและรับบัพติศมาก็จะรอด แต่ผู้ที่ไม่เชื่อจะต้องถูกลงพระอาชญา
16:17 มีคนเชื่อที่ไหน หมายสำคัญเหล่านี้จะบังเกิดขึ้นที่นั้น คือเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา เขาจะพูดภาษาใหม่หลายภาษา
16:18 เขาจะจับงูได้ ถ้าเขาดื่มยาพิษอย่างใด จะไม่เป็นอันตรายแก่เขา และเขาจะวางมือบนคนไข้คนป่วย แล้วคนเหล่านั้นจะหายโรค”
การเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซู (
ลก 24:50-53; กจ 1:6-11)
16:19 ครั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสสั่งเขาแล้ว พระองค์ทรงถูกรับขึ้นไปในสวรรค์ ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า
16:20 พวกสาวกเหล่านั้นจึงออกไปเทศนาสั่งสอนทุกแห่งทุกตำบล และองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงร่วมงานกับเขา และทรงสนับสนุนคำสอนของเขาโดยหมายสำคัญที่ประกอบนั้น เอเมน

 

เมื่อพระเยซูสั่งสอนให้เราออกไปประกาศกิตติคุณ เราก็ต้องออกไปเพราะเราเป็นสาวกของพระองค์เป็นผู้เชื่อในพระคำของพระองค์

เชื่อมั่นต่อพระเยซูคริสค์เจ้าอย่างสุดจิตสุดหัวใจ

 

เมื่อเราเชื่อพระเจ้าแล้วเราก็ต้องสำแดงความเชื่อของเราออกไปด้วยการแสดงออกอย่างแท้จริง

 

การแสดงออกของเราด้วยการออกไปประกาศเรื่องของพระเยซูให้คนมากมายที่

ไม่เคยได้ยินได้ฟังได้รู้เรื่องพระเยซูคริสค์

ที่สำคัญเราต้องออกไป เราต้องทำตามคำสั่งสอนของพระองค์ในมาระโก

 

พระเจ้าใช้เราพระเจ้าสอนสั่งเราก่อนไปสวรรค์ เราก็ต้องทำเพราะพระคำเป็นพระเจ้า

เราต้องนำพระคำของพระเจ้าไปบอกม

เริ่มที่บ้านเราก่อน เริ่มที่ครอบครัวเราก่อน

เริ่มที่ชุมชนที่เราอาศัยอยู่ก่อน

แล้วก็แผ่ขยายออกไปตามตำบล เขต อำเภอ

แขวง จังหวัด สูงสุดคือต่างประเทศขยายขอบเขตแห่งกิตติคุณ ยิ่งปัจจุบันมีสื่อมากมายไม่ว่าจะเป็นสื่ออินเตอร์เนต สื่อวิทยุ

สื่อสิ่งพิมพ์

ขอบคุณพระเจ้า เราจำต้องออกมาใช้ความเชื่อของเรา เป็นพยานเรื่องราวของพระเจ้า

เมื่อมีผู้เชื่อเราต้องรีบให้เค้ารับบัพติสมาทันทีอย่ารอช้า เพราะนี่คือการที่เค้าได้กลับใจใหม่รับเชื่อพระเจ้าโดยสมบูรณ์แบบ.

 

การบัพติสมาเป็นคนใหม่ในพระคริสค์เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างสูงสุด และเป็นความรอดที่สมบูรณ์ในการรับเชื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง

การรับความ การรับความรอดเข้าสู่ชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสค์ ไม่เพียงเป็นการต้อนรับพระผู้ช่วยให้รอดคือพระเยซูคริสค์ และไม่เพียงเป็นการได้รับพระราชทานอภัยความบาปแต่ได้รับการบังเกิดมีสภาพชีวิตใหม่ใหม่ในพระเจ้า ได้กลายสภาพชีวิตเป็นบุตรของพระเจ้า และกลายเป็นอวัยวะของพระของพระคริสต์

 

การรับบัพติสมาในความรอดเข้าสู่ชีวิตใหม่เป็นบุตรของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ เป็นการยืนยันว่าเราได้ฝังชีวิตเก่าที่ตกต่ำของเรา

โดยอาศัยพระคุณขององค์พระคริสต์ทรงตรึงความบาปของเราไว้บนกางเขนแล้ว บัดนี้เราจึงได้รับพระเมตตาคุณความรอดจากพระบุตรของพระองค์

 

การรับเชื่อ และได้รับความรอด นั้นเป็นสองส่วน คือเราต้องเชื่อก่อนจากนั้นเมื่อเราได้รับบัตติสมาแล้วเราถึงได้รับความรอด

 

ดังนั้นการให้รับบัพติสมาทั้งที่ยังไม่ได้เชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ ก็หมายถึงความไม่สมบูรณ์ในความรอดนั่นเอง

 

ฉะนั้นเราต้องให้ผู้รับความรอดได้รับความเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจก่อน ความรอดของเค้าถึงจะสมบูรณ์

 

อย่าให้การเชื่อ และการรับความรอดมาเป็นเพียงม่นประเพณีที่สืบๆๆต่อกันมาทำตามกันมาอย่างที่ชาวโลกกระทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้เลย

 

โอ้ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงโปรดพระราชทานความเชื่อมั่นให้แก่ข้าพระองค์ในการออกไป แสวงหาบอกข่าวประเสรฺฐแก่บรรดาประชากรที่พระองค์ได้ทรงเลือกสรรไว้แล้วก่อนวางรากสร้างโลก

 

นี่เป็นขอสังเกตุเรื่องการพูดภาษาใหม่ๆๆในข้อ17ของมาระโกบทที่16 ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีของประทานความสามารถที่พิเศษนี้ไม่เลย

แต่ผู้ได้รับความรอดจะมีหมายสำคัญในบางประการ แต่ไม่ใช่ต้องมีหมายสำคัญในภาษาใหม่ๆๆ (ในที่นี้ไม่ใช่ภาษาฑูตสวรรค์ตามที่บางคนเข้าใจผิด แต่หมายถึงภาษาต่างๆๆของแต่ละประเทศ เช่น การพูดภาษาอังกฤษได้ทั้งที่ไม่เคยเรียนมาก่อนไม่เคยฟังมาก่อน

แต่พระเจ้าพระราชอำนาจให้เรามีหมายสำคัญในการพูดภาษาอังกฤษ์เป็นต้น)

 

หมายสำคัญทุกคนที่ได้รับความรอดสามารถมีได้ทุกอย่าง แต่ไม่ใช่ว่าได้มีหมายสำคัญของประได้การอัศจรรย์ในทุกเรื่องไม่ใช่เช่นนั้น

 

การมีหมายสำคัญต้องมีชีวิตความเชื่อที่บริสุทธิ์ขั้นสูงสุด มีความเชื่อที่สะอาดปราศจากมลทิน เอเมน

 

แต่ขอย้ำว่าเรื่องหมายสำคัญไม่ใช่เรื่องสำคัญในคำสั่งสอนสุดท้ายของพระเยซูเสียทั้งหมด

โปรดอย่าใช้เรื่องหมายสำคัญไปตอกย้ำ

เพราะถ้าผู้เชื่อที่ได้รับความรอดยังเป็นเด็กทารก ยังอ่อนในความเชื่อแห่งองค์พระเยซูเจ้า เค้าเหล่านี้อาจเข้าใจผิด และสุดท้ายให้ความสำคัญเรื่องหมายสำคัญการอัศจรรย์มากกว่าพระคำและพระเยซูคริสเจ้าเสียอีก

จนทำให้สอนเทียมเท็จผิดเพี้ยนไปจากพระคำของพระเจ้าในพระคำภีร์ทั้งเล่ม

เราจำต้องเชื่อมั่นพระคำของพระเจ้าทั้งเล่ม

ทุกคำทุกข้อความทุกตัวอักษรไม่ใช่ย้ำตอกย้ำในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ

 

โปรดอย่าเอาเรื่องหมายสำคัญการอัศจรรย์ของพระเจ้าไปเน้นในการประกาศกิตติคุณไม่เช่นนั้นเราก็ไม่แตกต่างอะไรกับคนที่ไม่เชื่อในพระเยซูคริสค์เจ้า ที่เค้าใช้เรื่องการอัศจรรย์ในการสอนสั่งสาวกของเขาด้วยเช่นกัน

 

การเสด็จกลับสู่สวรรค์ของพระเยซูคริสค์พระบุตรของพระเจ้า เป็นการตอกย้ำเราว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าที่มีชีวิตอยู่เป็นพระเจ้าที่ไม่ตาย พระบุตรของพระเจ้าได้ทรงถูกยกชูให้นั่งในบัลลังค์สวรรค์เบื้องขวาพระหัตของพระเจ้านี่เป็นพระสง่าราศรีที่สูงส่งยิ่งหนักขององค์พระเจ้าองค์พระผู้ทาสผู้ช่วยให้รอดของเราทั้งหลาย เป็นเครื่องหมายให้เราเห็นถึงทุกสิ่งที่พระองค์ได้กระทำทุกสิ่งที่พระบิดาในสวรรค์ได้โปรดปราณ เพื่อให้สำเร็จแผนการบริหารที่นิรันดร์แห่งอาณาจักรสวรรค์

นี่ช่างเป็นความสุขสง่าราศรีที่ล้ำลึกยิ่งหนัก

ในการยกชูพระบุตรของพระองค์ พระบิดาเจ้าได้สวมมงกุฎแห่งพระสง่าราศรีและพระราชทานเกรียติยศที่สูงส่งให้แก่พระบุตรของพระองค์คือองค์พระเยซูคริสค์

 

ในเบื้องขวาบัลลังค์แห่งพระหัตถ์ของพระเจ้า

พระบิดาได้พระราชทานพระนามอันยิ่งใหญ่

เหนือนามทั้งปวงให้แก่พระบุตรของพระองค์ทั้งในสวรรค์และแผ่นดินโลก

 

องค์พระบิดาได้พระราชทานให้พระบุตรของพระองค์เป็นเจ้าของทุกสิ่งสารพัดในโลกนี้และแผ่นดินสวรรค์ มีอำนาจสิทธิปกครองโลกฟ้าแผ่นดินสวรรค์

 

เราผู้เป็นวิสุทธิชนในวันนี้ต้องร่วมมือกับพระเจ้าในการเผยแพร่กิตติคุณอันประเสริฐกิตติแห่งชีวิตที่นิรันดร์นี้ให้แก่ชนทุกชาติทุกภาษาทุกเผ่าพันธ์ไปจนสุดปลายแผ่นดินนี้

 

การประกาศกิติคุณแก่บรรดาสิ่งทรงสร้างเก่าที่ตกต่ำลงไปตั้งแต่สมัยอาดามเอวา ให้หันกลับมาสู้หนทางของพระองค์กลายเป็นสิ่งทรงสร้างใหม่ในพระองค์เป็นภารหน้าที่ของเราที่ต้องสู้รบอย่างหนักหน่วง เราต้องนำพาพลไพร่ที่หลงหายของพระองค์กลับมาสู่แผ่นดินคะนาอันของพระองค์

 

ภาระของเราในวันนี้คือการเคลื่อนพลไพร่ที่หลงหายของพระเจ้าจากแผ่นดินอาณาจักรของซาตาน กลับคืนมาสู้อาณาจักรของพระเจ้าคือแผ่นดินสวรรค์ คือสวนเอเดนที่เต็มไปด้วยผลไม้แห่งชีวิตที่นิรันดร์

 

สรรเสริญขอบคุณพระเจ้าพระบิดา พระบุตร

พระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ได้มอบหมายให้ข้าพระองค์ วิสุทธิ์ชนทั้งหลายเป็นนักรบแห่งกิตติคุณในพระคริสค์ เอมน.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คำสั่งสอนสุดท้ายของพระเยซูคริสต์ ตอนที่ 2

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

คำสั่งสอนสุดท้ายของพระเยซูคริสต์ ตอนที่1

 มัดธายบทที่28
ข้อ18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้ แล้วตรัสกับเขาว่า "ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดี ทรงมอบไว้แก่เราแล้ว
 
19 เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์

20 สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกท่านไว้ ดูเถิด เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นโลก เอเมน"

ขอบคุณพระเจ้าวันนี้เมื่อเราทั้งหลายพี่น้องที่รักในพระเยซูคริสค์เจ้า
ได้รับมอบอำนาจจากพระเจ้าอย่างชอบธรรม
ในการออกไปประกาศข่าวดีข่าวประเสริฐ นำคนที่หลงหายกลับมาพบกับพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ เป็นพระเจ้าที่มีแต่พระเมตตา
วันนี้เรามีพระเจ้าร่วมทำงานกับเราในการออกไปประกาศกิตติคุณเรายิ่งมั่นใจว่าพระเจ้าอยู่กับเราเสมอ.

พระเยซูทรงเป็นบุตรองค์เดียวของพระเจ้าจึงมีอำนาจที่ชอบธรรมที่จะปกครองสรรพสิ่งทั้งมวลในโลกนี้.
และการที่พระเยซูมาบังเกิดในสภาพมนุษย์
พระเยซูจึงเป็นทั้งบุตรมนุษย์ และเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรสวรรค์ด้วยเช่นกัน

พระเยซูได้ทรงใช้เหล่าอัครสาวก รวมถึงถึงสาวกอย่าเราทั้งหลายผู้เป็นพี่น้องในพระเยซูคริสค์เจ้า ออกไปสั่งสอนสร้างสาวกแก่ชนทุกชาติทุกภาษา ด้วยการทรงนำด้วยพระวิญญาณ
และสิทธิอำนาจที่พระเยซูมอบให้แก่อัครสาวกและสาวกในองค์พระเยซูคริสค์ วันนี้เราจึงมีภาระหน้าที่ ที่จะต้องออกไปประกาศกิตติคุณทุกหนทุกแห่งทั่วโลกให้ชนทุกชาติภาษาได้หันกลับมาหาองค์พระเจ้าผู้ทรงพระชนย์อยู่.

การออกไปประกาศกิตติคุณแก่ชนทุกชาติทำให้เราได้พลไพร่ของพระองค์ทุกชาติทุกภาษา
นับว่าเป็นภาระหน้าที่ ที่ยิ่งใหญ่มากแก่เหล่าอัครสาวกและสาวกของพระคริสค์

การได้สาวกทุกชาติทุกภาษา ทำให้เกิดการก่อตั้งอาณาจักรของพระเยซูคริสค์ นั่นก็คือคริสตจักรบนแผ่นดินโลกในวันนี้นั่นเอง.

การนำผู้เชื่อใหม่ให้ได้รับความรอดด้วยการรับบัพติสมา เป็นการนำผู้ที่เชื่อใหม่ที่กลับใจใหม่
ให้หลุดพ้นจากสภาพการณ์ที่ตกต่ำของชีวิตของเค้าในความมืดเข้าสู่หนทางแห่งความสว่าง
หลุดพ้นจากอาณาจักรของซาตานเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า.

การให้รับบัตติสมาด้วยการจุ่มตัวลงไปในน้ำแล้วขึ้นมาจึงหมายถึงการตายและสิ้นสุดชีวิตเก่าของเขาทำให้ได้รับชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสค์ และบังเกิดเป็นคนใหม่ในพระเยซูคริสค์กลายเป็นพลไพร่แห่งอาณาจักรของพระเจ้าโดยสมบูรณ์แบบ.

การให้บัพติสมาด้วยน้ำให้แก่ผู้เชื่อที่กลับใจใหม่นั้นยังเล็งถึงการได้เป็นสาวกของพระองค์และกลายเป็นผู้เข้าสู่ในพระเจ้าตรีเอกภาพนั่นเอง.

หลังจากที่พระเยซูได้รับบัพติสมาด้วยน้ำแล้ว
ต่อมาในวันเพ็นเทคอส พระองค์ได้ให้เหล่าสาวกของพระองค์ทั้งคริสตจักรได้รับบัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่บ้านของโกระเนเลียว
(กจ.11:15-17)

วันนี้ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนประกาศกิตติคุณที่ไหน ร่วมประชุมกันตามบ้านในนามของพระเยซูคริสค์พระเจ้าก็สถิตอยู่ท่ามกลางพี่น้องทุกท่านนั่นเอง.

ข่าวประเสริฐตรงนี้หากเราสังเกตุและพิจารณาดีๆๆอย่างละเอียดรอบครอบ หมายถึงผู้เชื่อแล้วด้วย
ผู้เชื่อมากมายเป็นลูกแก่ะที่หลงหายต้องได้รับการฟื้นฟูกลับมาสู่การดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ปกติ
ขอบพระเมตตาจากพระเจ้านำทางในการฟื้นฟูเพื่อมีส่วนร่วมในอาณาจักรของพระเจ้า.

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้เราจะเห็นว่าพระเจ้าได้ให้เราทำการประกาศกิตติคุณด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ด้วยการทรงนำของพระเจ้าและพระเจ้าสถิตอยู่ท่ามกลางเหล่าวิสุทธิชนที่ออกไปประกาศกิตติคุณนั่นเอง เอเมน.




สภาพการณ์คริสตจักรจากนิมิตรแห่งวิวรณ์

สภาพการณ์ของคริสจักรทั้งเจ็ดในแต่ช่วงเพื่อให้เราได้เห็นการเปิดเผยอย่างแท้จริงสำหรับการดำเนินชีวิตมีทั้งคริสจักรที่ตกต่ำและคริสจักรที่ได้รับการฟื้นฟูจากดวงดาวเหล่าวิสุทธิชนที่ส่องสว่าง
ดังนั้นคริสจักรทั้งเจ็ดเป็นหมายสำคัญที่ได้ทำนายถึงความก้าวหน้าและตกต่ำของคริสจักรทั้งเจ็ดในแต่ละช่วง
คริสตจักรทั้งเจ็ดยังเป็นภาพประกอบอันดีเลิศที่เปิดเผยถึงคริสจักรท้องถิ่น. มิใช่ในด้านหลักธรรม
แต่ในด้านปฎิบัติจริงๆๆ. โดยการพิจารดูจากคริสจักรทั้งเจ็ดนี้
คริสจักรทั้งเจ็ดเป็นการพยากรณ์ถึงความก้าวหน้าสภาพการของคริสตจักรท้องถิ่นในแต่ละช่วงเวลา
คริสตจักรเอเฟโซเป็นคริสจักรในขั้นตอนสุดท้ายของขั้นแรกอยู่ในระหว่างช่วงปลายศตวรรษที่๑
เป็นยุคที่ละทิ้งความรักดั่งเดิมเริ่มอ่อนแอการตกต่ำของการดำเนินชีวิตคริสตจักรเยือกเย็นไม่ร้อนรนในการแสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้า


คริสตจักรในเมืองซะมุระนา แบบเล็งสำแดงถึงคริสตจักรที่ต้องทนทุกข์ภายใต้การข่มแหงของจักรวรรดิโรมันตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่หนึ่งจนถึงปลายศตวรรษที่สี่ตอนต้น คือเมื่อจักรพรรดิ
คอนสแตนตินมหาราชผูเป็นกษัตริย์ซีซาของจักรวรรดิโรมันได้ยอมรับศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ
คริสตจักรในเมืองเประฆาโม เล็งถึงคริสตจักรที่อยู่ฝ่ายโลกคือคริสตจักรที่แต่งงานกับโลกอยู่ในช่วงเวลาตั้งแต่จักรวรรดิคอนสแตนตินยอมรับศาสนาคริสเป็นศาสนาประจำชาติจนถึงเวลาที่ระบบสันตะปาปาได้ถูกตั้งขึ้นในช่วงหลังของศตวรรษที่หก


คริสตจักรในเมืองธุอาไตระคริสตจักรที่ประพฤติผิดจากหลักคำสอนอันแท้จริง. ตั้งแต่มีการจัดลำดับสมณศักดิ์ของระบบสันตะปาปาในช่วงหลังศตวรรษที่หกจนถึงยุคสุดปลายนี้กระทั่งพระคริสตเสด็จมา
คริสตจักรในเมืองซัรได เป็นการสำแดงถึงนิกายโปรเตสแตนท์ตั้งแต่ยุคปฎิรูปศาสนาในตอนต้นศตวรรษที่หกสิบจนถึงวันเสด็จกลับมาของพระคริสต์
คริสตจักรในมเืองฟึละเด็ลไฟอ่ะเป็นภาพเล็งถึงคริสจักรที่รักกันฉันพี่น้องมีการฟื้นฟูชีวิตคริสจักรอันถูกต้อง. ตั้งแต่ตอนต้นศตวรรษที่สิบเก้า
พี่น้องทั้งหลาบในอังกฤษได้ฟื้นฟูชีวิตคริสตจักร
หลุดพ้นจากคณะนิกายและบบแบ่งแยกทั้งมวลไปจนถึงช่วงเวลาแห่งการปรากฎครั้งที่สองขององค์พระผู้เป็นเจ้า
คริสตจักรในเมืองละโอดีไกอ่ะเป็นเงาสะท้อนพี่น้องทั้งปวงที่มีชีวิตที่ตกต่ำลงในสมัยศตวรรษที่สิบเก้า
จนถึงเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมา


ยุคปัจจุบันนี้คือ ที่มืดแห่งราตรีกาล (รม13:12) และมนุษย์โลกทุกคน ล้วนเคลื่อนไหวและกระทำการ อยู่ในความมืด

ถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะ ในพระคัมภีร์ ซึ่งเปรียบเหมือนตะเกียง ที่ส่องแสงแก่ผู้เชื่อนั้น ได้ถ่ายทอดแสงสว่างฝ่ายวิญญาณ ที่ฉายส่องอยู่ใน ความมืดของพวกเขา
(ไม่เพียงแต่เป็นความรู้ ที่เป็นตัวอักษร ซึ่งเข้าใจได้ในความคิดเท่านั้น)
เราต้องเป็นเหมือนตะเกรียงที่สว่างไสวในหนทางและฐานที่ถูกต้อง
พระคำสำหรับเรามีสองชนิด
คือพระคำยามปกติ การอ่านท่องจำ การสะสม


พระคำยามฉับพันที่ผุดขึ้นมาทันทีในยามที่เราต้องการ สำหรับหนุ่นใจตัวเองและหล่อเลี้ยงพี่น้อง


ดวงดาวที่ส่องแสงเล็งถึงฑูตของคริสตจักรได้แกบุคลฝ่ายวิญญาณผู้แบกภาระความรับผิดชอบในการเป็นพยานขององค์พระเยซู ได้ถูกถือไว้ในหัตเบื้องขวาขององค์พระผู้เป็นเจ้า
เมื่อเราทำหน้าที่เป็นพยานของพระคริสตเราคือฑูตที่ส่องสว่างแก่คนที่ไม่เชื่อและผู้ที่เชื่อ

คันประทีปทองคำทั้งเจ็ตเล็งถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงดำเนินอยู่ในท่ามกลางคริสตจักรทั้งหลายเพื่อดูแลรักษาเราทั้งหลาย
ในการดำเนินชีวิตแห่งความื่อพระเจ้าจะอยู่กับเรา.

การอธิษฐาน​ด้วยความเชื่​ออย่างสุดจิ​ตสุดใจ

(ดนล. 6:1 [THSV])
ดา​ริ​อัส​พอ​พระ​ทัย​แต่ง​ตั้ง​อุป​ราช 120 คน เพื่อ​ให้​ปก​ครอง​ทั่ว​ราช​อา​ณา​จักร

(ดนล. 6:2 [THSV])
และ​ทรง​ตั้ง​อภิ​รัฐ​มน​ตรี 3 คน​อยู่​เหนือ​พวก​อุป​ราช ดา​เนียล​เป็น​อภิ​รัฐ​มน​ตรี​คน​หนึ่ง ซึ่ง​จะ​รับ​ราย​งาน​จาก​อุป​ราช เพื่อ​กษัตริย์​จะ​ไม่​ขาด​ประ​โยชน์

(ดนล. 6:3 [THSV])
แล้ว​ดา​เนียล​คน​นี้​ก็​มี​ชื่อ​เสียง​กว่า​อภิ​รัฐ​มน​ตรี​อื่นๆ และ​อุป​ราช​ทั้ง​หลาย เพราะ​วิญ​ญาณ​เลิศ​สถิต​กับ​ท่าน และ​กษัตริย์​ทรง​มี​แผน​จะ​แต่ง​ตั้ง​ท่าน​ให้​ครอบ​ครอง​ราช​อา​ณา​จักร​นั้น​ทั้ง​หมด

(ดนล. 6:4 [THSV])
อภิ​รัฐ​มน​ตรี​และ​อุป​ราช​ทั้ง​หลาย​จึง​หา​เหตุ​ฟ้อง​ดา​เนียล​ใน​เรื่อง​ราช​อา​ณา​จักร แต่​ก็​หา​ความ​ผิด​ไม่​ได้ เพราะ​ท่าน​เป็น​คน​ซื่อ​สัตย์ จะ​หา​ความ​พลั้ง​พลาด​หรือ​การ​ทุจริต​ใน​ท่าน​ไม่​ได้​เลย

(ดนล. 6:5 [THSV])
คน​เหล่า​นี้​จึง​พูด​กัน​ว่า “ไม่​มี​ทาง​หา​เหตุ​ฟ้อง​ดา​เนียล​ได้ นอก​จาก​เรา​จะ​หา​เหตุ​ใน​เรื่อง​ธรรม​บัญ​ญัติ​แห่ง​พระ​เจ้า​ของ​เขา”

(ดนล. 6:6 [THSV])
แล้ว​อภิ​รัฐ​มน​ตรี​และ​อุป​ราช​เหล่า​นี้​ได้​พา​กัน​เข้า​เฝ้า​พระ​ราชา​ทูล​ว่า “ข้า​แต่​พระ​ราชา​ดา​ริ​อัส ขอ​ทรง​พระ​เจริญ​เป็น​นิตย์

(ดนล. 6:7 [THSV])
อภิ​รัฐ​มน​ตรี​ทุก​ท่าน​แห่ง​ราช​อา​ณา​จักร ทั้ง​องค​มน​ตรี อุป​ราช และ​ผู้​ว่า​ราช​การ​มณ​ฑล​ทั้ง​สิ้น​ได้​ตก​ลง​กัน​ว่า พระ​ราชา​ควร​จะ​ตรา​กฎ​หมาย​และ​ออก​คำ​ประ​กาศ​ว่า ใน​สาม​สิบ​วัน​นี้ ถ้า​มี​ใคร​ทูล​ขอ​ต่อ​พระ​หรือ​มนุษย์​นอก​เหนือ​จาก​พระ​องค์ ข้า​แต่​พระ​ราชา ก็​ให้​โยน​คน​นั้น​ลง​ใน​ถ้ำ​สิง​โต

(ดนล. 6:8 [THSV])
ข้า​แต่​พระ​ราชา บัด​นี้ ขอ​ฝ่า​พระ​บาท​ทรง​ตรา​คำ​ประ​กาศและ​ลง​พระ​นาม​ใน​หนัง​สือ​สำ​คัญ เพื่อ​จะ​เปลี่ยน​แปลง​ไม่​ได้ ตาม​กฎ​หมาย​ของ​คน​มี​เดีย​และ​คน​เปอร์​เซีย ซึ่ง​จะ​แก้​ไข​ไม่​ได้​เป็น​อัน​ขาด”

(ดนล. 6:9 [THSV])
เพราะ​ฉะนั้น กษัตริย์​ดา​ริ​อัส​จึง​ลง​พระ​นาม​ใน​หนัง​สือ​สำ​คัญ​และ​ใน​ประ​กาศ

(ดนล. 6:10 [THSV])
เมื่อ​ดา​เนียล​ทราบ​ว่า​กษัตริย์​ลง​พระ​นาม​ใน​หนัง​สือ​สำ​คัญ​นั้น​แล้ว ท่าน​ก็​กลับ​บ้าน ซึ่ง​มี​หน้า​ต่าง​ห้อง​ชั้น​บน​เปิด​ตรง​ไป​ยัง​กรุง​เย​รู​ซา​เล็ม และ​ท่าน​ก็​คุก​เข่า​ลง​วัน​ละ 3 ครั้ง อธิษ​ฐาน​และ​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน​อย่าง​ที่​เคย​ทำ​เสมอ

(ดนล. 6:11 [THSV])
เมื่อ​พวก​ที่​สม​รู้​ร่วม​คิด​พา​กัน​มา​พบ​ดา​เนียล​กำ​ลัง​อธิษ​ฐาน​และ​วิง​วอน​ต่อ​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน

(ดนล. 6:12 [THSV])
เขา​ทั้ง​หลาย​ก็​ไป​เข้า​เฝ้า และ​ทูล​กษัตริย์​เกี่ยว​กับ​ประ​กาศ​ห้าม​ว่า “ข้า​แต่​พระ​ราชา ฝ่า​พระ​บาท​ได้​ลง​พระ​นาม​ใน​หนัง​สือ​สำ​คัญ​ฉบับ​หนึ่ง​ไม่​ใช่​หรือ​ว่า ถ้า​มี​ใคร​ทูล​ขอ​ต่อ​พระ​หรือ​มนุษย์​นอก​เหนือ​จาก​พระ​องค์ ใน​สาม​สิบ​วัน​นี้ ข้า​แต่​พระ​ราชา ก็​ให้​โยน​คน​นั้น​ลง​ใน​ถ้ำ​สิงโต?” กษัตริย์​ตรัส​ตอบ​ว่า “เรื่อง​นั้น​ยัง​คง​อยู่ ตาม​กฎ​หมาย​ของ​คน​มี​เดีย​และ​คน​เปอร์​เซีย ซึ่ง​จะ​แก้​ไข​ไม่​ได้​เป็น​อัน​ขาด”

(ดนล. 6:13 [THSV])
แล้ว​เขา​จึง​ทูล​ต่อ​กษัตริย์​ว่า “ดา​เนียล​ผู้​เป็น​คน​หนึ่ง​ใน​พวก​ที่​ถูก​กวาด​เป็น​เชลย​จาก​ยู​ดาห์ ไม่​ได้​เชื่อ​ฟัง​ฝ่า​พระ​บาท ข้า​แต่​พระ​ราชา และ​ไม่​เชื่อ​ฟัง​คำ​ประ​กาศ​ใน​หนัง​สือ​สำ​คัญ​ซึ่ง​ฝ่า​พระ​บาท​ลง​พระ​นาม​ไว้ แต่​ได้​ทูล​ขอ​ต่อ​พระ​ของ​เขา​วัน​ละ 3 ครั้ง”

(ดนล. 6:14 [THSV])
เมื่อ​กษัตริย์​ทรง​สดับ​ถ้อย​คำ​เหล่า​นี้​แล้ว ก็​ทรง​โทม​นัส​ยิ่ง​นัก และ​ตั้ง​พระ​ทัย​หา​ทาง​ช่วย​กู้​ดา​เนียล ทรง​พยา​ยาม​หา​ทาง​ช่วย​จน​ถึง​เวลา​ดวง​อา​ทิตย์​ตก

(ดนล. 6:15 [THSV])
แล้ว​คน​เหล่า​นั้น​ที่​สม​รู้​ร่วม​คิด​กัน​ก็​พา​กัน​มา​เข้า​เฝ้า​กษัตริย์​และ​ทูล​ว่า “ข้า​แต่​พระ​ราชา ขอ​ฝ่า​พระ​บาท​ทรง​ทราบ​ว่า​กฎ​หมาย​ของ​คน​มี​เดีย​และ​คน​เปอร์​เซีย​ที่​ประ​กาศ​ห้าม​ก็​ดี หรือ กฎ​หมาย​ก็​ดี ซึ่ง​พระ​ราชา​ทรง​ประ​ทับ​ตรา​แล้ว​ย่อม​เปลี่ยน​แปลง​ไม่​ได้”

(ดนล. 6:16 [THSV])
แล้ว​กษัตริย์​ทรง​บัญ​ชา ดา​เนียล​ก็​ถูก​โยน​ใน​ถ้ำ​สิง​โต กษัตริย์​ตรัส​แก่​ดา​เนียล​ว่า “ขอ​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน​ผู้​ที่​ท่าน​ปรน​นิบัติ​อยู่​ตลอด​มา​นั้น ทรง​ช่วย​กู้​ท่าน​เถิด”

(ดนล. 6:17 [THSV])
แล้ว​เขา​นำ​ศิลา​ก้อน​หนึ่ง​มา​ปิด​ปาก​ถ้ำ​ไว้ กษัตริย์​ก็​ทรง​ประ​ทับ​ตรา​ของ​พระ​องค์ และ​ตรา​ของ​บรร​ดา​ข้า​ราช​การ​ชั้น​ผู้ใหญ่​ของ​พระ​องค์ เพื่อ​ว่า​จะ​ไม่​มี​ใคร​มา​เปลี่ยน​แปลง​สถาน​การณ์​ของ​ดา​เนียล​ได้

(ดนล. 6:18 [THSV])
แล้ว​กษัตริย์​ก็​เสด็จ​กลับ​พระ​ราช​วัง ทรง​อด​อาหาร​ตลอด​คืน​นั้น ไม่​ให้​นำ​สิ่ง​บัน​เทิง​มา​ถวาย​พระ​องค์ และ​บรร​ทม​ไม่​หลับ

(ดนล. 6:19 [THSV])
พอ​เช้า​ตรู่ กษัตริย์​ก็​ตื่น​บรร​ทม รีบ​เสด็จ​ไป​ยัง​ถ้ำ​สิง​โต

(ดนล. 6:20 [THSV])
เมื่อ​พระ​องค์​เสด็จ​มา​ใกล้​ถ้ำ​ที่​ดา​เนียล​อยู่ พระ​องค์​ก็​ตรัส​เรียก​ดา​เนียล​ด้วย​เสียง​โทม​นัส​ว่า “โอ ดา​เนียล​ผู้​รับ​ใช้​ของ​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่ พระ​เจ้า​ของ​ท่าน​ซึ่ง​ท่าน​ปรน​นิบัติ​อยู่​เนือง​นิตย์​นั้น ทรง​สา​มารถ​ช่วย​กู้​ท่าน​จาก​สิง​โต​ได้​แล้ว​หรือ?”

(ดนล. 6:21 [THSV])
แล้ว​ดา​เนียล​ทูล​กษัตริย์​ว่า “ข้า​แต่​พระ​ราชา ขอ​ทรง​พระ​เจริญ​เป็น​นิตย์

(ดนล. 6:22 [THSV])
พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​บาท​ทรง​ใช้​ทูต​สวรรค์​มา​ปิด​ปาก​สิง​โต​ไว้ มัน​ไม่​ได้​ทำ​อัน​ตราย​แก่​ข้า​พระ​บาท เพราะ​พระ​องค์​ทรง​เห็น​ว่า ข้า​พระ​บาท​ไร้​ความ​ผิด​ต่อ​พระ​พักตร์​พระ​องค์ ข้า​แต่​พระ​ราชา ข้า​พระ​บาท​ไม่​ได้​ทำ​ผิด​ประ​การ​ใด​ต่อ​พระ​พักตร์​ฝ่า​พระ​บาท​ด้วย”

(ดนล. 6:23 [THSV])
ฝ่าย​พระ​ราชา​ก็​ทรง​โสม​นัส​ยิ่ง​นัก และ​ทรง​บัญ​ชา​ให้​นำ​ดา​เนียล​ออก​มา​จาก​ถ้ำ เขา​จึง​เอา​ดา​เนียล​ออก​จาก​ถ้ำ ไม่​ปรา​กฏ​ว่า​มี​อัน​ตราย​อย่าง​ใด​ที่​ตัว​ท่าน​เลย เพราะ​ท่าน​ได้​วาง​ใจ​ใน​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน

(ดนล. 6:24 [THSV])
แล้ว​กษัตริย์​ทรง​บัญ​ชา​ให้​นำ​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ใส่​ร้าย​ดา​เนียล​มา​โยน​ทิ้ง​ใน​ถ้ำ​สิง​โต ทั้ง​ตัว​เขา บุตร​ทั้ง​หลาย และ​ภรร​ยา​ของ​พวก​เขา​ด้วย ยัง​ไม่​ทัน​ตก​ไป​ถึง​พื้น​ถ้ำ พวก​สิง​โต​ก็​ขย้ำ​พวก​เขา และ​หัก​กระ​ดูก​ของ​เขา​ทั้ง​หลาย​จน​แหลก

(ดนล. 6:25 [THSV])
แล้ว​กษัตริย์​ดา​ริ​อัส​มี​พระ​ราช​สาสน์​ไป​ถึง​ชน​ทุก​ชาติ​ทุก​เผ่า​ทุก​ภา​ษา​ที่​อา​ศัย​อยู่​ใน​พิภพ​ทั้ง​สิ้น​ว่า “สันติ​สุข​จง​มี​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​อย่าง​ทวี​คูณ

(ดนล. 6:26 [THSV])
เรา​ออก​กฤษ​ฎีกา​ว่า ให้​คน​ทั้ง​หลายใน​ราช​อา​ณา​จักร​ทั้ง​หมด​ของ​เรา​กลัว​และ​ยำ​เกรง​พระ​เจ้า​ของ​ดา​เนียล เพราะ​พระ​องค์​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่ ทรง​ดำ​รง​อยู่​เป็น​นิตย์ ราช​อา​ณา​จักร​ของ​พระ​องค์​จะ​ไม่​ถูก​ทำ​ลาย และ​การ​ปก​ครอง​ของ​พระ​องค์​จะ​ดำ​รง​จน​ถึง​ที่​สุด

(ดนล. 6:27 [THSV])
พระ​องค์​ทรง​ช่วย​กู้​และ​ช่วย​ให้​พ้น​ภัย พระ​องค์​ทรง​ทำ​หมาย​สำ​คัญ​และ​การ​อัศ​จรรย์ ใน​ฟ้า​สวรรค์​และ​บน​พื้น​พิภพ พระ​องค์​คือ​พระ​ผู้​ช่วย​ดา​เนียล​ให้​รอด จาก​อำ​นาจ​ของ​สิง​โต”

(ดนล. 6:28 [THSV])
ดัง​นั้น ดา​เนียล​ผู้​นี้​จึง​ได้​เจริญ​ก้าว​หน้า​ใน​รัช​สมัย​ของ​ดา​ริ​อัส และ​ใน​รัช​สมัย​ของ​ไซ​รัส​ชาว​เปอร์​เซีย

พระเจ้าทรงสำเร็จ แผนการบริหารของพระองค์ บนแผ่นดินโลก ผ่านช่องทางแห่งการอธิษฐาน ที่สัตย์ซื่อของพระองค์
กลยุทธของซาตาน คือการมาทำลายการอธิษฐาน ที่มีเพื่อการเคลื่อนไหวของพระเจ้า.
ในดานิเอลบทที่6ดานิเอลกับเหล่าสหายมีชัยชนะต่อเล่ห์เหลี่ยมของซาตาน
ในตอนนี้เราจะเห็นว่ามีการทดสอบความเชื่อของดานิเอลและเหล่าสหาย ดานิเอลอธิษฐานด้วยการคุกเข่าวันสามครั้งเปิดหน้าต่างมุ่งตรงไปยังกรุงเยรูซาเล็มโดยไม่กลัวต่อบทลงโทษที่จะเจอ
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับดานิเอลนี้ที่เป็นตัวอย่างในการวางรากฐานแบบอย่างการอธิษฐานด้วยความเชื่อ
การอธิษฐานวันละสามครั้งด้วยการคุกเข่าอดอาหารอธิษฐานด้วยความเชื่ออย่างแรงกล้า
ทำให้พระเจ้าตอบสนองคำอธิษฐานแก่ดานิเอล
แม้ว่าจะเจอการขัดขวางสารพัดอย่างขนาดถึงขั้นเอาชีวิตเป็นเดิมพันแต่ดานิเอลก็ไม่ย่อท้อเลยเชียว
พระเจ้าก็ไม่ทอดทิ้งตอบรับการอธิษฐานต่อดานิเอล
วันนี้ในท่ามกลางสภาพชีวิตคริสตจักรที่ตกต่ำทุกวันนี้
เราจะเห็นเพียงการอธิษฐานตามประเพณีเท่านั้น
การอธิษฐานแบบรูปเคารพเสียส่วนใหญ่
การอธิษฐานขอโน่นนี่นั่นเต็มไปหมด

การอธิษฐานเช่นนี้มักจะไม่เกิดผลดีต่อชีวิตที่บริสุทธิ์
และไม่ใช่เป็นการอธิษฐานต่อพระเจ้าที่ออกมาจากจิตวิญญาณ
อีกด้วย.
ตัวอย่างแห่งการอธิษฐานของดานิเอลเป็นการเตือนสติ
ข้าพระองค์อีกครั้งหนึ่ง
ตอกย้ำให้อธิษฐานด้วยความเชื่อมั่นต่อพระเจ้าอย่างแรงกล้า
วิสุทธิ์ชนในวันนี้ต้องเอาแบบอย่างดานิเอลเป็นแบบอย่างที่ถูกต้อง.