พระเยซูเจ้าตรัสดังนี้แล้ว ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นเบื้องบน ตรัสว่า ข้าแต่พระบิดา ถึงเวลาแล้ว โปรดประทานพระสิริรุ่งโรจน์กับพระบุตรของพระองค์เถิด เพื่อพระองค์จะทรงรับพระสิริรุ่งโรจน์จากพระบุตร
ยอห์นบทที่17ข้อ1
วันนี้มาดูการอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ พระเยซูเป็นแบบอย่างตัวอย่างที่ดีแก่เราทั้งหลายในการอธิษฐาน
ขอบคุณพระเจ้าวันนี้เราได้เห็นถึงพระเยซูคริสต์เจ้าอีกด้านหนึ่งในฐานะมนุษย์ที่จำต้องมีการอธิษฐานเช่นกัน
เมื่อคืนก่อนนอนได้อ่านคำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ในยอห์นบทที่17ทั้งบทแล้วทำให้ร่างกายฝ่ายจิตวิญญานเข้มแข็งขึ้นมาทันที เนื่องจากสภาพร่างกลายฝ่ายเนื้อหนังได้ป่วยลงอ่อนกำลัง ด้วยความเชื่อและการนำพาของพระองค์
และด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงนำพาให้มาอ่านยอห์นบทที่17นี้ ทำให้ร่างกายฝ่ายจิตวิญญาณเข้มแข็งและทำให้ร่างกายเนื้อหนังได้รับการชุบตัวบำรุงเลี้ยงมีร่างกายที่เริ่มแข็งแรงขึ้นมาทันที
ด้วยความเชื่อและการพึ่งพิงในพระเจ้า จึงได้มาอยู่ตรงนี้เพื่อแบ่งปันพระคำของพระเจ้านอกจากหล่อเลี้ยงตัวเองแล้วยังได้หล่อเลี้ยงพี่น้องคริสต์เตียนทั้งหลาย ได้ร่วมรับพระคำจากต้นไม้แห่งชีวิตร่วมกินและดื่มจากต้นไม้แห่งชีวิต และดื่มน้ำแห่งชีวิต โอ้พระเยซู สรรเสริญขอบคุณพระองค์
เราทั้งหลายล้วนเป็นพี่น้องกันมีพระกายเดียวกันเอเมน.
เมื่อเราทั้งหลายอธิษฐานเป็นหนึ่งเดียวกันในพระกายคือกาสำแดงพระคริสต์ เราสามารถพูดได้ว่าเราเป็นดั่งพระคริสต์
ในยอห์นบทที่17ทั้งหมดนี่คือการอธิษของชีวิต การอธิษฐานขอให้พระบุตรได้รับสง่าราศี เพื่อให้พระบิดาได้รับสง่าราศีด้วยเช่นกัน
นี่คือหัวข้อหลักที่องค์พระเยซูคริสต์เจ้าไอ้อธิษฐานในบทนี้
ตัวอย่างแบบอย่างการอธิษบานเพื่อให้พระบุตรได้สง่าราศี
พระบิดาได้สง่าราศี เราคริสเตียนทั้งหลายต้องอธิษฐานแบบนี้ไม่ใช่อธิษฐานขอสารพัดให้แต่ตัวเองเท่านั้นซึ่งเป็นการอธิษฐานของคริสเตียนในปัจจุบันนี้ การอธิษฐานขอแบบเนื้อหนังล้วนๆๆนี่คือการเป็นโรคติดต่อจากศาสนาดั่งเดิมก่อนเรามาเชื่อพระเจ้า
ก่อนเราเชื่อพระเจ้าเราถูกปลูกฝังมาให้ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว
เมื่อมาเชื่อพระเจ้าก็นำวิธีเหล่านี้มาใช้ในชีวิตคริสตจักรซึ่งมันเป็นการดำเนินชีวิตที่ผิดเพี้ยนไป
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าได้มาบังเกิดเป็นรูปกลายเลือดเนื้อ เป็นมนุษย์เหมือนเราๆๆทั้งหลาย แต่เนื้อหนังของพระองค์นั้นก็คือพลับพลาอันเป็นสถานที่ให้พระเจ้าประทับบยแผ่นดินโลก
องค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ในสภาพมนุษย์ฝ่ายเนื้อหนังถูกกำจัดสิทธิ์ อยู่ในสภาพมนุษย์ของพระองค์เอง
ดังนั้นสง่าราศีของพระเจ้าจึงถูกปกปิดซ่อนไว้ในพลับพลานั่นเอง
การอธิษฐานบนภูเขาแห่งการเปลี่ยนรูปกายนั้น องค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ได้ถูกปลดปล่อยออกมาจากเนื้อหนังของพระองค์ และพระองค์ได้ปรากฎสภาพพระกายในพระสง่าราศีออกมา มีเหล่าสาวกของพระองค์ได้เห็นประจักษ์ตาเป็นพยานให้กับพระเยซูคริสต์ในเวลาต่อมาที่เหล่าวิสุทธิชนได้ทราบปรากฎในพระกิติคุณต่อมานั่นเอง
ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ถูกปกปิดไว้ในสภาพมนุษย์หลังจากพระเยซูคริสต์อธิษฐานเสร็จแล้วลงมาจากภูเขา ตรงนี้เราจะเห็นได้ว่าพระสง่าราศีของพระองค์นั้นไม่ได้ส่องสว่างแก่บุคคลโดยทั่วไปแต่ส่องสว่างสำหรับผู้ที่เปิดใจยอมรับเชื่อพระองค์เท่านั้น จึงสามารถเห็นสง่าราศีฉายพระสิริออกมาให้เห็นดั่งเช่นผู้เชื่อในปัจจุบันนี้ที่ห่างไกลยุคสมัยของพระเยซูกว่าสองพันปัขึ้นไป
เพราะเหล่าผู้เชื่อพระเยซูคริสต์นั้นเชื่อและวางใจได้เห็นพระสิริพระสง่าราศีส่องเข้าไปในจิตใจของเขาแล้ว จึงทำให้เค้าดำเนินชีวิตในความเชื่อมั่นต่อพระองค์พึ่งพิงในพระคุณความช่วยให้รอด การไถ่ของพระองค์นี่คือการสำแดงพระสง่าราศีที่เหล่าผู้เชื่อวิสุทธิชนดำเนินชีวิตในปัจจุบันนี้
ก่อนจะมีการอธิษฐานในครั้งนี้พระเยซูคริสต์ได้มีการพยากรณ์ถึงตัวพระองค์เองไว้ว่าจะได้รับพระสง่าราศี
รวมถึงพระบิดาก็จะได้รับพระสง่าราศีด้วยเช่นกัน
ดังที่ปรากฎปรากฎในยอห์นบทที่12ข้อ23 และบทที่13ข้อ31ถึง32 ขอให้ย้อนกลับไปอ่านเพื่อทบทวน
พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า เวลาที่บุตรแห่งมนุษย์จะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์มาถึงแล้ว
ยอห์นบทที่12ข้อ23
เมื่อยูดาสออกไปแล้ว พระเยซูเจ้าตรัสว่า “บัดนี้บุตรแห่งมนุษย์ได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ และพระเจ้าทรงได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในบุตรแห่งมนุษย์ด้วย
ถ้าพระเจ้าทรงได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในบุตรแห่งมนุษย์ พระเจ้าจะทรงให้บุตรแห่งมนุษย์ได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในพระองค์ด้วย และจะทรงให้บุตรแห่งมนุษย์ได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในทันที
ยอห์นบทที่13ข้อ31ถึง32
จากสองบทนี้เราจะเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุก
ล่วงหน้าเพราะพระองค์คือพระเจ้านั่นเองเป็นพระเจ้าผู้ครองคลุมสรรพสิ่ง
การตายบนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์ พระองค์ต้องผ่านการตายเพิ่อให้เปลือกกายภายนอกแห่งสภาพมนุษย์ของพระเยซูคริสต์ของพระองค์แตกออกมาและได้ทำให้ได้องค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ และชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกเปิดเผยปลดปล่อยออกมามา
ทำให้อีกสองพันปีต่อมามีผู้รับความรอดเชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้าไปทุกชาติทุกภาษาทุกมุมโลก เพราะพระเยซู
คือพระเจ้าพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้าและพระองค์เองเป็นพระเจ้า เป็นพระวิญญาณผู้ประสาทชีวิตให้แก่เราร่วมประสานเป็นหนึ่ง ก่อกำเนิดมนุษย์ฝ่ายวิญญาณ
ภายหลังการตายบนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์
พระองค์ได้เป็นขึ้นมาใหม่หลังจากการถูกตรึงตายบนไม้กางเขนผ่านไปสามวัน
พระองค์ได้เป็นขึ้นเพื่อยกชูสภาพมนุษย์ของพระองค์
เพื่อเข้าสู่องค์ประกอบอันศักสิทธิ์ และให้องค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์นั้นได้สำแดงออกมา จนทั่วทั้งตัวของพระองค์ซึ่งครอบคลุมทังสภาพมนุษย์ และสภาพพระเจ้าเพื่อให้ได้รับพระสง่าราศี ด้วยเหตุนี้เองพระบิดาของพระองค์ก็ได้รับพระสง่าราศีด้วยเช่นกันจากการยกชูและสำแดงออกมาซึ่งพระสิริพระสง่าราศีจากสภาพมนุษย์และสภาพพระเจ้าในตัวของพระเยซูคริสต์
ด้วยการสำแดงพระสง่าราศีเช่นนี้เอง พระเยซูจึงได้อธิษฐานเพื่อสิ่งนี้
เราทั้งหลายก็เช่นกันจำต้องทูลขออธิษฐานเพื่อให้พระสง่าราศีของพระเจ้าสำแดงผ่านตัวเรา
การอธิษฐานขององค์พระผู้เป็นเจ้าเกี่ยวกับข้อลับลึกอันศักสิทธิ์นี้ได้สำเร็จในสามช่วงเวลาด้วยกัน
ในช่วงที่หนึ่งของการอธิษฐานนี้ได้สำเร็จในการเป็นขึ้นของพระองค์ ในตอนนั้นองค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์และชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ได้ถูกปลดปล่อยออกมาจากสภาพมนุษย์ของพระองค์และได้เข้าไปอยู่ในผู้เชื่อมากมาย
ให้เราอ่านยอห์นบทที่12ข้อ23และ24
(พระสิริรุ่งโรจน์มาถึงแล้ว
เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงในดิน และตายไป มันก็จะเป็นเพียงเมล็ดเดียวเท่านั้น แต่ถ้ามันตาย มันก็จะบังเกิดผลมากมาย
ข้อพระคำทั้งสองข้อบอกกับเราว่าเพราะการตายของพระเยซูได้ไถ่พวกเราให้ได้รับความรอดและเป็นเม็ดพันธ์เม็ดเดียวที่เกิดผลก่อกำเนิดผู้เชื่ออีกมากมายทั่วทุกมุมโลก)
และตัวของพระเยซูที่ครอบคลุมสภาพมนุษย์ชองพระองค์ก็ถูกนำเข้าสู่พระสง่าราศี (ลูกา24ข้อ26)
จึงทำให้องค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ของพระบิดาได้รับการสำแดงออกในการเป็นขึ้นและในการได้รับสง่าราศีของพระองค์
ในการเป็นขึ้นของพระเยซูคริสต์นั้น พระเจ้าได้ทรงตอบและได้สำเร็จพระประสงค์ในการอธิษฐานของพระองค์เอง
(กิจการบทที่3ข้อ13ถึง15)
ในช่วงที่สองของคำอธิษฐานก็ได้สำเร็จในคริสตจักร คือเมื่อชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์ได้รับการสำแดงผ่านอวัยวะมากมายของพระองค์ พระองค์ก็ได้รับสง่าราศีในเขาเหล่านั้น และพระบิดาก็ได้รับสง่าราศีในพระองค์ผ่านทางคริสตจักรด้วย(เอเฟโซบทที่3ข้อ21 1ติโมเธียวบทที่3ข้อ15ถึง16)
ในช่วงที่สามของคำอธิษฐานนี้ จะสำเร็จสุดยอดในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ เพราะในเวลานั้น พระองค์จะได้รับการสำแดงอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ในพระสง่าราศี และพระเจ้าก็จะได้รับพระสง่าราศีในพระองค์ผ่านเมืองบริสุทธิ์ตราบชั่วนิจนิรันดร์ (วิวรณ์บทที่21ข้อ11 บทที่23ข้อ24)
การอธิษฐานเช่นนี้ของพระเยซูคริสต์เป็นการสำแดงเป็นการชี้แจงถึงพระฐานันดรของพระเยซูคริสต์ ถึงสภาพมนุษย์และสภาพพระเจ้าของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์เจ้ากับองค์พระบิดาทรงมีพระสง่าราศีที่ศักดิ์สิทธิ์ร่วมกันนั่นเอง
คริสตจักรในวันนี้คือเราทั้งหลายที่เป็นวิสุทธิชน ที่เป็นกลุ่มชนที่ต้องสำแดงพระสง่าราศีของพระเจ้าให้เป็นพยานแก่มนุษย์ทั้งมวลเพื่อนำคนหลงผิดไปจากทางของพระองค์กลับสู่แผ่นดินอาณาจักรของพระเจ้า
บทความนี้เขียนเพื่อหนุนในพี่น้องทั้งหลายให้ยึดมั่นในความเชื่อพึ่งพึงพระเจ้าจนถึงที่สุด ขอพระเจ้าสถิตกับท่านสำแดงพระองค์ผ่านตัวท่าน.
(ด้วยความเชื่อการเขียนเรื่องนี้มาจากการป่วยทางร่างกายเนื้อหนังของตัวและได้อธิษฐานทูลขอการพึ่งพึงจากพระเจ้าผ่านพระคำของพระเจ้าในยอห์นบทที่17
พระเจ้าทรงพระชนย์อยู่จริงในอดีตปัจจุบันและนิรันดร์กาล)