วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข้อพระคำเพื่อการฝึกฝนในหนทางแห่งชีวิต

อฟ.6:11 จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อท่านจะยืนหยัด และจะต่อต้านยุทธอุบาย ของมารได้.

วว.12:10        ...บัดนี้ความรอด, ฤทธิ์เดช, อาณาจักรของพระเจ้า, และอำนาจแห่งพระคริสต์ของพระองค์ ก็มาถึงแล้ว เพราะผู้ฟ้องร้องพวกพี่น้องของเรา ที่คอยฟ้องร้องเขาอยู่ ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าทั้งกลางวัน และกลางคืนนั้น ถูกเหวี่ยงลงไปแล้ว.


กซ.1:13 และทรงช่วยเราทั้งหลาย ให้พ้นจากอำนาจแห่งความมืด และทรงย้ายเราเข้าสู่อาณาจักร แห่งพระบุตรที่รักของพระองค์.

ดนอ.7:27        อาณาจักรและอำนาจครอบครอง และความยิ่งใหญ่ แห่งบรรดาอาณาจักร ภายใต้สวรรค์ทั้งสิ้น จะต้องถูกมอบไว้ แก่เหล่าวิสุทธิชน ที่เป็นพลไพร่ขององค์ผู้สูงสุดนั้น อาณาจักรของพระองค์ เป็นอาณาจักรที่นิรันดร์"

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ด้วยความเชื่อที่มั่นคงต่อพระกิตติคุณที่นิรันดร์ของพระเจ้า

*เอเฟโซ 3:17 กล่าวว่า "เพื่อพระคริสต์จะได้พักพิง อยู่ในใจของท่านโดยความเชื่อ." **

1ตธ.1:4 กล่าวถึง "แผนการบริหารของพระเจ้า ซึ่งอยู่ในหลักความเชื่อ"

ในพันธสัญญาใหม่นั้น
ข้อเรียกร้องที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา ก็คือความเชื่อ.

ถ้าเราไม่เชื่อ เราก็ไม่สามารถเข้าใจ เรื่องราวฝ่ายวิญญาณใดๆ ได้. •

โดยความเชื่อ เราจึงรู้ได้ว่ามีพระเจ้า พระคริสต์ และพระวิญญาณ.

โดยความเชื่อ เรารู้ว่าพระคริสต์ทรงอยู่ในสวรรค์ และก็อยู่ในวิญญาณของเราด้วย.

โดยความเชื่อ เรารู้ว่าพระคัมภีร์ เป็นพระคำของพระเจ้า

โดยความเชื่อ เรารู้ว่าเราได้รับความรอด ได้รับการบังเกิดใหม่ และได้รับการอภัยจากพระเจ้า.

โดยความเชื่อ เราได้รับการแบ่งแยกบริสุทธิ์ เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนใหม่ และในที่สุดก็ได้รับสง่าราศี.

โดยความเชื่อ เราก็ได้เป็นผู้มีชัยชนะด้วย. ทุกสิ่งที่เป็นฝ่ายวิญญาณนั้น ล้วนสามารถเข้าใจได้โดยความเชื่อ.

ยุคนี้จึงเป็นยุคแห่งความเชื่อ และยุคแห่งข้อลับลึกนั่นเอง.

ความเชื่อทำให้เราแน่ใจ ในสิ่งที่มองไม่เห็น ทำให้เราเชื่อมั่น ถึงสิ่งที่เรามองไม่เห็น ดังนั้นความเชื่อ จึงเป็นหลักฐาน หรือข้อพิสูจน์ถึงสิ่งที่มองไม่เห็น

ความเชื่อที่ถูกต้องจึงเป็นองค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ กระทั่งเป็นตัวของพระเจ้าเองที่ได้ถ่ายเทเข้าสู่ภายในเรา กลายเป็นความสามารถ ที่มาทำให้สิ่งที่มองไม่เห็น แปรสภาพให้เป็นแก่นสาร

ความเชื่อเป็นการรับรู้ ที่นอกเหนือจาก ประสาทสัมผัสทั้งห้า ที่เรามีมาตั้งแต่เกิด.

2โกรินโธ 4:18 กล่าวว่า "ด้วยว่าเราไม่ได้คำนึงถึง สิ่งที่มองเห็นอยู่ แต่คำนึงถึงสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะว่าสิ่งที่มองเห็นอยู่นั้น เป็นสิ่งที่ชั่วคราว แต่สิ่งที่มองไม่เห็นนั้น เป็นสิ่งที่นิรันดร์.

**" สิ่งที่มองเห็นนั้น เป็นการทนทุกข์เพียงชั่วคราว ทว่าสิ่งที่มองไม่เห็น เป็นของอันสง่าราศีที่นิรันดร์. **


เปาโลไม่ได้คำนึงถึง การทนทุกข์ยาก สภาพแวดล้อม ความยากจน การต่อต้าน การข่มเหง หรือการบดคั้น. สิ่งเหล่านั้น คือสิ่งที่มองเห็น ล้วนเป็นสิ่งที่ชั่วคราว.
เขาคำนึงถึง แต่สิ่งที่เป็นนิรันดร์เท่านั้น

ข้อลับลึกแห่งกิตติคุณ คือพระคริสต์และคริสตจักร
เพื่อที่จะสำเร็จ พระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า. •

**คริสเตียนบางคนประกาศกิตติคุณ ที่ไม่มีข้อลับลึก. ทว่าเปาโลได้ป่าวประกาศ ข้อลับลึกแห่งกิตติคุณ.
ข้อลับลึกนี้บอกเป็นนัยถึง แผนการบริหาร แห่งพันธสัญญาใหม่ทั้งหมด. ***

พระคริสต์ทรงเป็น ข้อลับลึกของพระเจ้า และคริสตจักร เป็นข้อลับลึกของพระคริสต์.

ข้อลับลึกทั้งหมดนี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับกิตติคุณทั้งสิ้น.

ภาระของเราก็คือ การทำให้ข้อลับลึกแห่งกิตติคุณนั้น ถูกแพร่หลายออกไป

อธิษฐานให้องค์พระผู้เป็นเจ้า ประทานคำพูด และเปิดปากของเราด้วยใจกล้า เพื่อที่จะสั่งสอน และประกาศข้อลับลึกแห่งกิตติคุณนี้.

เราทุกคนจะต้องป่าวประกาศกิตติคุณ ด้วยวิธีการที่สูงส่งเช่นนี้.

วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การปรนนิบัติพระเจ้าจะถูกฟื้นฟูขึ้นมา.

จุดประสงค์ด้านสุดท้าย ของเจ็ดสิบสัปตคือ
เพื่อชโลมที่บริสุทธิ์สุด.
ในเวลาที่ดานิเอลอธิษฐานนั้น ที่บริสุทธิ์สุดยังแปดเปื้อน, เป็นมลทิน, และถูกทำลาย.
แต่เมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ ที่บริสุทธิ์สุด จะได้รับการชโลมอย่างเหมาะสม.
กรณีนี้หมายความว่า การปรนนิบัติพระเจ้า จะถูกฟื้นฟูขึ้นมา.

ดานิเอล 9:24-27 บอกถึงเจ็ดสิบสัปต.

เจ็ดสิบสัปตถูกแบ่งเป็นสามส่วน
แต่ละสัปตมีระยะเวลาเจ็ดปี ไม่ใช่เจ็ดวัน....

1.ส่วนแรกกำหนดไว้เจ็ดสัปต (49 ปี) นับตั้งแต่เวลาที่มีคำบัญชา ให้ฟื้นสภาพและ ก่อสร้างกรุงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ จนถึงเวลาที่ก่อสร้างเสร็จสิ้น (ข้อ 25)....

2.ส่วนที่สองกำหนดไว้ หกสิบสองสัปต (434 ปี) นับตั้งแต่เวลาที่เสร็จสิ้น การก่อสร้างกรุงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ จนถึงเวลาที่พระมาซีฮาถูกตัดออก (ข้อ 25-26)....

3.ท้ายที่สุดในข้อ 27 เสัปตสุดท้าย ซึ่งมีอยู่เจ็ดปี.

สัปตนี้จะเป็นเวลาที่ผู้ต่อต้านพระคริสต์ ได้ทำพันธสัญญาอย่างมั่นคง กับพลไพร่ชาวอิสราเอล

ในจักรวาลนี้ มีข้อลับลึกอันศักดิ์สิทธิ์

ในจักรวาลนี้ มีข้อลับลึกอันศักดิ์สิทธิ์
ข้อลับลึกนี้แบ่งเป็นสองส่วน.
1. ข้อลับลึกของพระเจ้า ซึ่งก็คือตัวของพระคริสต์
2. ข้อลับลึกของพระคริสต์.

 ข้อลับลึกของพระคริสต์ แตกต่างจากข้อลับลึกของพระเจ้า.
 ข้อลับลึกของพระคริสต์ คือพระกายของพระคริสต์ ซึ่งก็คือคริสตจักร
(อฟ.3:4, 6

ดานิเอลฉับบฟื้นฟู บทที่2ข้อ32ถึง33 บทที่7ข้อ12

ดนอ.2:32-33    
เศียรของปฏิมากรนี้ เป็นทองคำเนื้อดี อกและแขนเป็นเงิน ท้องและโคนขาเป็นทองเหลือง. ขาเป็นเหล็ก เท้าเป็นเหล็กปนดิน.
ดนอ.7:12       
 ส่วนเรื่องสัตว์ที่เหลืออยู่นั้น อำนาจของมันก็ถูกแย่งชิงไปเสีย แต่ชีวิตของมันนั้นยังอยู่ต่อไป จนถึงวาระและเวลาที่กำหนดไว้.

นิมิตแห่งรูปปฏิมากรใหญ่ นิมิตที่ควบคุมอยู่ในหนังสือดานิเอล

นิมิตแห่งรูปปฏิมากรใหญ่ นิมิตที่ควบคุมอยู่ในหนังสือดานิเอล

รูปปฏิมากรใหญ่นี้ เป็นเครื่องหมายเล็งถึง
การรวบยอด แห่งการปกครองทั้งหมดของมนุษย์

การปกครองของมนุษย์ ได้กระทำสามสิ่งนี้มาโดยตลอด:
1.  กบฏต่อพระเจ้า,
2. ยกชูมนุษย์,
3. กราบไหว้รูปเคารพ

การรวบยอดแห่งจักรวรรดิของมนุษย์ ซึ่งเริ่มจากนิมโรดที่บาเบล ก็จะสำเร็จสุดยอด ที่ซีซาร์องค์สุดท้าย ของจักรวรรดิโรมันกับกษัตริย์สิบองค์.

ดังนั้น ถ้าว่าตามพระคัมภีร์ ในวันนี้เราก็ยังคงอยู่ ในจักรวรรดิโรมัน.

วันนี้เรายังคงอยู่ภายใต้ อิทธิพลของวัฒนธรรมโรมัน โดยเฉพาะในเรื่องของกฎหมาย, การเมือง, และการปกครอง จึงอาจกล่าวได้ว่า จักรวรรดิโรมันยังคงดำรงอยู่ และเราก็ยังคงอยู่ในจักรวรรดินี้.
ในสายพระเนตรของพระเจ้า การปกครองทั้งหมดของมนุษย์ ตั้งแต่นิมโรดจนถึงผู้ต่อต้านพระคริสต์ คือบาบิโลน.

วันนี้เราอยู่ในส่วนใด ของปฏิมากรใหญ่รูปมนุษย์นี้. ผลจากการศึกษาพระคัมภีร์ และสถานการณ์ของโลก มากว่าหกสิบปี
เชื่อว่าวันนี้ เรากำลังอยู่ที่เท้าของรูปปฏิมากร ใกล้กับนิ้วเท้าสิบนิ้วเต็มที. สถานการณ์ของโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ของทวีปยุโรป กำลังถูกเปลี่ยนลักษณะ ให้สอดคล้องกับคำพยากรณ์ ที่อยู่ในพระคัมภีร์. หากเรามีความชัดเจนต่อเรื่องนี้ เราก็จะรู้ว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน และเราควรจะทำอะไร. วัฒนธรรม, แก่นแท้, และธาตุแท้ของจักรวรรดิโรมัน ยังคงดำรงอยู่ต่อไป

และการปรากฏ ของนิ้วเท้าทั้งสิบนิ้ว ซึ่งจะนำพระคริสต์ ผู้เป็นก้อนหินที่มาทุบทำลาย การรวบยอด แห่งการปกครองของมนุษย์เข้ามา และนำมาซึ่งอาณาจักรที่นิรันดร์ ของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก.

ส่วนเท้ากับนิ้วเท้า ที่เป็นเหล็กปนดิน (ข้อ 41-43) เป็นเครื่องหมายเล็งถึง นานาประเทศที่อยู่ในช่วงเวลา หลังจากการล่มสลายของกรุงโรม

และก่อนการเสด็จมา ครั้งที่สองของพระคริสต์. นานาประเทศเหล่านี้ เป็นเผด็จการปนกับประชาธิปไตย.

เท้าทั้งสิบของรูปปฏิมากร เป็นเครื่องหมายเล็งถึง กษัตริย์สิบองค์ ของจักรวรรดิโรมัน ที่เฟื่องฟูและฟื้นฟู ซึ่งอยู่ภายใต้การครอบครอง ของผู้ต่อต้านพระคริสต์

และอธิบายว่า เรากำลังอยู่ในช่วงของเหล็กปนดิน ของรูปปฏิมากร.

ผู้คนนับล้านกำลังลุกฮือขึ้น ในยุโรปตะวันออก. เมื่อไม่นานมานี้ ก็มีผู้คนนับล้าน ลุกขึ้นมาในจีนแดง เพื่อเรียกร้องอิสรภาพ. เมื่อดินลุกขึ้นมา เหล็กก็จะอ่อนกำลังลง.

ชะตากรรมของปฏิมากรใหญ่รูปมนุษย์คือ เมื่อก้อนหินที่ถูกตัดออกมาโดยไม่เห็นมือ ได้ปรากฏออกมา ทำการบดขยี้มันจนแหลกละเอียด (ดนอ.2:34-35ก, 44ข-45; 7:13-14).

ก้อนหินที่ถูกตัดออกมา โดยไม่เห็นมือนี้ก็คือพระคริสต์. ในฐานะก้อนหิน ที่จะมาบดขยี้ การปกครองทั้งหมดของมนุษยชาติ

พระคริสต์จะไม่ถูกตัดออกมา โดยมือมนุษย์ (ดังที่ได้บ่งชี้โดยวลี "โดยไม่เห็นมือ" ใน 2:34, 45).

แต่ถูกพระเจ้าตัด โดยผ่านการตรึงตาย และการเป็นขึ้นของพระองค์.

โดยการตรึงตาย พระองค์ทรงถูกตัด โดยถูกประหารให้ตาย (กจ.2:23)

และในการเป็นขึ้น พระองค์ทรงถูกตัด โดยกลายเป็นศิลาหัวมุม เพื่อการก่อสร้างคริสตจักร และศิลาที่มาบดขยี้ เพื่อมาทุบทำลายการสรุปรวม แห่งการปกครองของมนุษย์ (กจ.2:24; มธ.21:42, 44ข). (Life-study of Daniel, p. 16)

ในการมาปรากฏของพระองค์ ในฐานะก้อนหินที่ถูกตัดออกมา ไม่ใช่ด้วยมือมนุษย์ พระคริสต์ทรงบดขยี้รูปปฏิมากรใหญ่ ตั้งแต่นิ้วเท้าไปจนถึงหัว.

กรณีนี้หมายความว่า พระองค์จะทรงทุบทำลาย กษัตริย์สิบองค์ พร้อมกับผู้ต่อต้านพระคริสต์.

วิวรณ์บทที่ 19 พูดถึงสงครามระหว่างพระคริสต์ กับผู้ต่อต้านพระคริสต์. พระคริสต์จะเสด็จมา พร้อมกับเจ้าสาว ที่เพิ่งสมรสกับพระองค์ ซึ่งประกอบขึ้นจากเหล่าผู้มีชัยชนะ

ส่วนผู้ต่อต้านพระคริสต์ จะมาพร้อมกับกษัตริย์สิบองค์ และกองทัพของพวกเขา.

สงครามในครั้งนี้คือ แผ่นดินต่อสู้กับสวรรค์, มนุษย์ต่อสู้กับพระเจ้า. พระคริสต์จะทรงทำลาย ผู้ต่อต้านพระคริสต์ กับกษัตริย์สิบองค์ และทำให้มันพ่ายแพ้ไป.

"ส่วนเหล็ก, ดิน, ทองเหลือง, เงินและทองคำ ก็ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดไป พร้อมๆ กัน กลายเป็นเหมือนแกลบ จากลานนวดข้าวในฤดูร้อน และลมก็พัดพาเอาไป จนหาร่องรอยไม่พบอีก.

" ข้อนี้เป็นเครื่องหมายเล็งถึง การทำลายการปกครองทั้งหมดของมนุษย์ ตั้งแต่นิมโรด จนถึงผู้ต่อต้านพระคริสต์อย่างครบถ้วน. การปกครองของมนุษย์ จะถูกทำลายโดยพระคริสต์ ในการมาปรากฏของพระองค์ ในฐานะก้อนหิน ที่ถูกตัดออกมาโดยพระเจ้า.

พระคริสต์ทรงเป็นศิลาในสามด้าน.

1. ด้านแรก ต่อผู้เชื่อทั้งหลาย พระคริสต์ทรงเป็นศิลาราก ที่พวกเขาเชื่อวางใจ. สำหรับพระคริสต์ ผู้เป็นศิลาในด้านนี้ ยะซายา 28:16 กล่าวว่า "ดูเถิด เราวางศิลาไว้ในซีโอน เพื่อเป็นรากฐาน คือศิลาที่ผ่านการทดสอบ เป็นศิลาหัวมุมอย่างประเสริฐ เป็นรากฐานอันมั่นคง."
2. ด้านที่สอง ต่อชาวยิวที่ไม่เชื่อ พระคริสต์ทรงเป็นศิลา ที่ทำให้สะดุด (ยซย.8:14; รม.9:33). เกี่ยวกับด้านนี้ มัดธาย 21:44ก กล่าวว่า "ผู้ใดล้มทับศิลานี้ ผู้นั้นจะต้องแตกละเอียดไป."
3. ด้านที่สาม ต่อบรรดาประชาชาติ พระคริสต์ทรงเป็นศิลา ที่มาบดขยี้ "ศิลานี้จะตกทับผู้ใด ผู้นั้นจะถูกกระแทกเป็นธุลี และปลิวว่อนไปดังแกลบ" (มธ.21:44ข) (Life-study of Daniel, pp. 16-17)

ชะตากรรมของปฏิมากรใหญ่รูปมนุษย์ คือการถูกบดขยี้ โดยก้อนหินที่ถูกตัดออกมา โดยไม่เห็นมือ (ดนอ.2:34-35ก, 44ข-45). หินก้อนนี้ก็คือพระคริสต์.
หลังจากงานมงคลสมรสของพระคริสต์ พระองค์จะเสด็จมา ทั้งในฐานะศิลาที่มาบดขยี้ และผู้ที่จะมาเหยียบย่ำบ่อองุ่น (วว.19:15; 14:19-20; ยซย.63:2-3).

ผู้ต่อต้านพระคริสต์ จะรวบรวมผีมารจำนวนมหาศาล, มนุษย์ที่กบฏ รอบกรุงเยรูซาเล็ม นั่นก็คือการตระเตรียม "องุ่น" ที่จะถูกพระคริสต์เหยียบย่ำใน "บ่อย่ำองุ่น."

การเสด็จมาของพระองค์ จะเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ

เพราะผู้ที่กบฏเหล่านั้น จะไม่เชื่อทั้งในพระคริสต์ และในพระเจ้า พวกเขาเชื่อแต่ตัวเองเท่านั้น.

ผู้ต่อต้านพระคริสต์จะกล่าวว่า ตัวมันเองเป็นพระเจ้าด้วยซ้ำไป (2ธซ.2:4; ดนอ.11:36)

จากนั้นพระคริสต์ ในฐานะก้อนหินที่ถูกตัด โดยพระเจ้าก็จะเสด็จมา พร้อมกับเจ้าสาวของพระเจ้า เพื่อกระแทกนิ้วเท้าของรูปปฏิมากร และทำลายรูปนั้นตั้งแต่นิ้วเท้า ไปจนถึงหัว. (Life-study of Daniel, pp. 17-18)
เลือกอ่านค้นคว้า: Life-study of Daniel, msg. 3