วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข้อพระคำของพระเจ้าก่อนอนคืนนี้ ฮีบรูบทที่1ข้อ3

ฮบ. 1:3
พระบุตรทรงเป็นแสงสะท้อนสง่าราศีของพระเจ้า
และทรงมีสภาวะเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระองค์
และทรงผดุงสรรพสิ่งไว้โดยพระดำรัสอันทรงฤทธิ์ของพระองค์ เมื่อพระบุตรได้ทรงชำระบาปของเราด้วยพระองค์เองแล้ว
ก็ได้ทรงประทับนั่ง ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของผู้ทรงเดชานุภาพเบื้องบน
 
......................................................................................
 
ขอบคุณพระเจ้าค่ำคืนวันนี้ข้าพระองค์ขอวิงวอนกับพระเจ้าผู้ทรงพระชนย์อยู่เป็นนิจ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า
พระคุณอันล้นเหลือของพระองค์ได้ชำระบาปให้ข้าพเจ้าแล้ว
เพราะพระเมตตาคุณของพระองค์
สรรเสริญพระองค์ เอเมน.







เราต้องเป็นนาษารีษผู้ถวายตัวด้วยความสมัครใจ

เราต้องเป็นนาษารีษผู้ถวายตัวด้วยความสมัครใจ

ซามูเอลเป็นนาษารีษ. 
นาษารีษเป็นบุคคลที่ถวายตัวเอง ด้วยความสมัครใจ (อฤธ.6). .
..เมื่อมองอย่างผิวเผินแล้ว ดานิเอลไม่ใช่นาษารีษ. แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นนาษารีษ เพราะนาษารีษเป็นบุคคลที่ไม่ดื่มเหล้าองุ่น และเหล้าแก่แต่อย่างใด. 

ความหมายของการไม่ดื่มเหล้าองุ่น และเหล้าแก่นั้นคืออะไร? ก็หมายถึง การยอมไม่รับสุขความรื่นเริงแห่งชีวิตนี้. นี่คือหลักการที่อยู่บนตัวของดานิเอล. 

เหตุใดดานิเอลจึงไม่ดื่มเหล้าองุ่น และเหล้าแก่หรือ กินเครื่องเสวยของกษัตริย์? เพราะสิ่งเหล่านั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับรูปเคารพ. 

สิ่งที่กษัตริย์แห่งบาบิโลนดื่ม ล้วนต้องถูกนำไปถวายแก่รูปเคารพ เช่นเดียวกับเนื้อและธัญญาหาร

• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • 

ทุกคนที่สามารถให้องค์พระผู้เป็นเจ้าใช้ ในการหันเปลี่ยนยุคสมัยได้นั้น ต้องเป็นนาษารีษ; พวกเขาต้องเป็นผู้ที่ถวายตัว ด้วยความสมัครใจ. 

กรณีนี้ก็หมายความว่า ในเมื่อคนอื่นๆ ที่อยู่บนโลกแสวงหาโลกนี้ และรับสุขโลกนี้ 

ข้าพเจ้าก็ขอแบ่งแยกตัวข้าพเจ้าเอง จากสิ่งเหล่านั้น. การแบ่งแยกนี้ก็คือ การถวายตัวด้วยความสมัครใจนั่นเอง

เราต้องยืนหยัดอยู่ในอีกฐานะหนึ่ง. 
คนอื่นๆ นั้นไม่มีพระเจ้า และไม่ได้เป็นอยู่เพื่อพระเจ้า 
แต่เราเป็นอยู่เพื่อพระเจ้า.

ขณะที่ทั่วแผ่นดินโลก ปฏิเสธอำนาจของพระเจ้า 
พวกเขากลับยอมรับอำนาจของพระเจ้า. 

ขณะที่ทั่วแผ่นดินโลก มีมนุษย์เป็นกษัตริย์ 
พวกเขากลับมีพระเจ้า เป็นกษัตริย์ของพวกเขา. 
• • • • • • • • • • • • • • • • • • • 

ดานิเอลและสหายสามคนของเขา ยังมีอายุน้อยมาก 
แต่พวกเขาก็ยืนขึ้น เป็นพยานที่ต่อต้าน. 

พยานที่ต่อต้านนี้ก็คือ การแบ่งแยกอย่างหนึ่ง. ทันทีที่พวกเขายืนขึ้น ก็มีการแบ่งแยกจากโลกนี้อย่างชัดเจน. .

..ขณะที่เราอ่านดานิเอล บทที่ 1  คนเหล่านี้ ไม่ได้ไหลไปตามกระแสของบาบิโลน แต่ประการใด. 

พวกเขาเป็นผู้ที่ได้รับการแบ่งแยก. พวกเขาไม่กินสิ่งที่ผู้อื่นกิน. พวกเขาไม่ดื่มสิ่งที่ผู้อื่นดื่ม.(เพราะเป็นสิ่งของที่ผ่านการไหว้บูชารูปเคารพมาแล้วทั้งสิ้น)
 พวกเขาไม่ทำสิ่งที่ผู้อื่นทำ. พวกเขาแตกต่างจากผู้อื่น ในทุกสิ่งอย่างชัดเจน.
• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • 
อันติปา" ในภาษากรีกหมายถึง "ต่อต้านทุกสิ่ง." 
อันติปาผู้เป็นพยานบุคคลที่สัตย์ซื่อ ขององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้นี้ ยืนหยัดต่อต้านทุกสิ่ง ที่คริสตจักรฝ่ายโลกได้นำเข้ามา และมีภาคปฏิบัติ. ดังนั้นเขาจึงเป็นผู้พลีชีพ ขององค์พระผู้เป็นเจ้า. 

อันติปาผู้ที่เป็นพยาน ในด้านตรงกันข้ามนั้น 
ได้เป็นพยานเพื่อต่อต้านทุกสิ่ง ที่เบี่ยงเบนไปจากพยานของพระเยซู. 
• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • 
เราต้องรับสุขพระองค์เป็นการรับสุขที่ยั่งยืนนิรันดร์
ดานีลเอลถวายตัวเป็นนาษารีษด้วยความสมัครใจ
แสวงหาพระองค์ด้วยการหลีกเลี่ยงของที่เป็นมลทิน
ต่างๆ

วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ผู้ได้รับเอกสิทธิ์ในการงานแห่งการเคลื่อนไหวแห่งยุคสมัยเพื่อเข้าสู่ยุคแห่งอาณาจักร


 เราคือผู้ได้รับเอกสิทธิ์ในการงานแห่งการเคลื่อนไหวแห่งยุคสมัยเพื่อเข้าสู่ยุคแห่งอาณาจักร

การเคลื่อนไหวแห่งยุคสมัย ทุกครั้งจะนำมาซึ่งหนทางใหม่ของพระเจ้า. 

การเคลื่อนไหวแห่งยุคสมัย ที่สำคัญที่สุดของพระองค์นั้น อยู่ในวิวรณ์บทที่ 12. 
พระองค์ทรงต้องการ ที่จะสิ้นสุดยุคสมัยนี้ และนำมาซึ่งยุคแห่งอาณาจักร.

 พระองค์จะทรงสิ้นสุดยุคสมัยนี้ และนำมาซึ่งยุคสมัยใหม่ได้อย่างไร? 
พระองค์จะต้องมีเครื่องมือ หรือสื่อกลางแห่งยุคสมัย. 
นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการ ที่จะกระทำในวันนี้.

เราอย่าได้ลืมว่า พระเจ้าก็สามารถถูกจำกัดได้. การเคลื่อนไหว ทุกอย่างของพระองค์ ล้วนต้องรอคอยมนุษย์. 

พระเจ้าจะผูกมัดสิ่งใดในสวรรค์ ก็ขึ้นอยู่กับการผูกมัดของเรา 
บนแผ่นดินโลก; 

พระเจ้าจะปลดปล่อยสิ่งใด ในสวรรค์ก็ขึ้นอยู่กับ การปลดปล่อยของเรา บนแผ่นดินโลก. ดังนั้นทุกสิ่งจึงขึ้นอยู่กับคริสตจักร. 

พระเจ้าทรงปรารถนา ให้สิ่งทรงสร้างมาจัดการ กับสิ่งทรงสร้างที่ตกต่ำ. 

องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมีการงาน อยู่บนโลกนี้สองอย่าง
คือ การไถ่ และการก่อสร้างคริสตจักร. 

คริสตจักรนั้นถูกก่อสร้างอยู่บน "ศิลานี้" (มธ.16:18).

 เหล่าอัครทูตคือ คนกลุ่มแรกที่ยืนหยัดอยู่บนศิลานี้. 

พวกเขาก็คือ สื่อกลางแห่งยุคสมัย. .

..พวกอัครทูตและเหล่าสาวก ได้รอคอยและร่วมใจกันอธิษฐาน อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มเป็นเวลาสิบวัน. 
ดังนั้นตอนนี้ จึงไม่ใช่เวลาที่เราควรพักผ่อน.
" พวกเขาจึงอธิษฐาน. คนเหล่านี้มีเพียง 120 คน 

คนอื่นๆ ที่เคยติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้า ไปไหนกันหมด? 
เราเห็นได้ชัดว่า ไม่ใช่ทุกคนจะร่วมงานกับพระเจ้า. 
ทั้ง 120 คนนี้ก็คือเหล่าผู้มีชัยชนะ. 
เราคือผู้ได้รับเอกสิทธิ์ ให้มีชีวิตอยู่ ในช่วงเวลาที่พิเศษที่สุด เป็นช่วงเวลาที่เราจะทำการงาน เพื่อพระเจ้าได้มากที่สุด. 

ความสว่างจะสำแดงให้เราเห็นหนทาง แต่ถ้าจะเดินตามหนทางนั้น เราต้องมีกำลังและฤทธิ์เดช. 

ถ้าเราอยากเป็นผู้ที่ให้พระเจ้า ทรงใช้การได้ในวันนี้ เราจำต้องจ่ายราคา และต้องจ่ายราคาอย่างใหญ่หลวง.

เพลง เรามาเพื่อร้องเพลงนมัสการ

เพลง เรามาเพื่อร้องเพลงนมัสการ

  D                          G          D                  A
เรามาเพื่อร้องเพลงนมัสการ  เรามาเพื่อชื่นชมยินดี
D                  G                      D          G    A        D
เต้นรำถวายองค์พระผู้ไถ่      ร้องเพลงสรรเสริญแด่พระองค์
                A                          G        D
เพราะพระเยโฮวาห์    เป็นพระเจ้ายิ่งใหญ่
  A          G          D
องค์จอมราชาใหญ่ยิ่งเหนือ พระใด
  A            G        D
องค์พระศิลาแห่งความรอด ของเรา
    Bm      A    Bm
เราร้องเพลง    เต้นรำ
A    Bm    A    Bm
นมัสการ และชื่นชม
      G                        A
ยินดีในความยิ่งใหญ่พระองค์
  Bm        F#m      Em    A
ที่ลึกของแผ่นดิน  อยู่ในพระหัตถ์
  Bm      F#m      G/D      A
ที่สูงของภูเขา  เป็นของพระองค์

• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • •
ขอบคุณพระเจ้าสรรเสริญพระองค์ ขอพระองค์สัมผัสข้า
ให้ข้ามุ่งหน้าในหนทางของพระองค์
สู่แผ่นดินใหม่อันอุดมสมบูรณ์. เอเมน.

วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ผู้ที่เสียสละ ย่อมเป็นผู้ที่มีความสุข.



เราจะเป็นผู้ที่เสียสละได้อย่างไร?
เราไม่มีกำลังพอที่จะเป็นผู้ที่เสียสละ
เพราะชีวิตของเราเป็นชีวิตธรรมชาติ
เป็นชีวิตที่เห็นแก่ตัว.

มีเพียงชีวิตของพระคริสต์เท่านั้น
ที่เป็นชีวิตแห่งการเสียสละ.
ถ้าเราติดต่อกับพระคริสต์
และมีประสบการณ์ต่อชีวิต ที่เสียสละของพระองค์
พระองค์จะทรงทำให้เรามีพลัง
พระองค์จะทรงเพิ่มกำลังให้แก่เรา
ในการเสียสละเพื่อพระเจ้าและเพื่อผู้อื่น.

จากนั้นเราก็จะเป็นบุคคล ที่มีความสุขที่สุด
เราจะกลายเป็นผู้ที่เมามาย ไปด้วยความสุข.
นี่คือการที่เรามีประสบการณ์ต่อพระคริสต์
ในฐานะที่ทรงเป็นต้นองุ่น.

โดยการมีประสบการณ์เช่นนี้
เราก็จะกลายเป็นเถาองุ่น สำหรับผู้อื่น.

ทุกคนที่มาติดต่อกับเรา
ก็จะมีความสุขร่วมกับเรา
และเราก็จะทำให้พระเจ้าชื่นพระทัย.

ถ้าจะทำให้พระเจ้า และผู้อื่นมีความสุข
เราก็ต้องถูกบีบคั้น. .

..ผลองุ่นต้องถูกบีบคั้น เพื่อทำให้พระเจ้าและมนุษย์ชื่นใจ.
เราก็ต้องถูกบีบคั้นเช่นกัน.

เรายิ่งดื่มเหล้าองุ่นของพระคริสต์ ไปมากเท่าใด
เราก็จะยิ่งตระหนักว่า เราต้องถูกบีบคั้นมากขึ้นเท่านั้น.
 (The All-inclusive Christ, p.59)

ความรักที่ซาบซึ้งของพระคริสต์
ได้บังคับเราให้มีชีวิตเป็นอยู่ต่อพระองค์
และตายต่อพระองค์
(2กธ.5:14-15; รม.14:7-9).

...ความรักของพระคริสต์ ทำให้ผู้เชื่อทั้งหลาย
กลายเป็นผู้พลีชีพเพื่อพระองค์
(วว.2:10; 12:11; รม.8:35-37).

เราจะไม่กระทำบางอย่าง
ไม่ใช่เพียงเพราะสิ่งเหล่านั้น ไม่ถูกต้อง
หรือเพราะยำเกรงพระเจ้าเท่านั้น

แต่เพราะเรารักพระองค์.
"ข้าแต่องค์พระเยซูเจ้า ข้าพเจ้ารักพระองค์
ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไม่อาจทำสิ่งนี้ได้.

เราต้องร่วมประสานเป็นหนึ่งเดียวในพระกายอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า

องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกโมเซ และทรงเตรียมอาโรนไว้ เป็นคู่ร่วมประสานของเขา.
(อซด.4:14-16    ...เจ้ามีพี่ชายคืออาโรน เป็นคนเลวี)
"เจ้าจงพูดกับเขา และนำคำพูดที่ควรจะพูด ใส่ในปากของเขา แล้วเราจะสถิตอยู่ กับปากของเจ้า และกับปากของเขา จะได้สอนเจ้าทั้งสองให้รู้ว่า ควรทำประการใด.
เขาจะเป็นผู้พูดแก่พลไพร่แทนเจ้า เขาจะเป็นเหมือนปาก สำหรับเจ้า และเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า สำหรับเขา. "

เมื่ออัครทูตเปาโล ออกมาปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า เขาก็ไม่ได้ทำตัวเอกเทศ. เขาจะมีคนอื่นเป็นคู่ร่วมประสาน อยู่ตลอดเวลา.
กรณีนี้พิสูจน์ได้จาก 1กธ.1:1 ซึ่งกล่าวว่า
"เปาโลผู้เป็นอัครทูต ที่ถูกเรียกของพระคริสต์เยซู ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า กับโซษะเธเนผู้เป็นพี่น้อง."
ขณะที่เปาโลเขียนจดหมายฉบับนี้ ทั้งติโมเธียว และบาระนาบาต่างก็ไม่ได้อยู่ด้วย.
ดังนั้นเปาโลจึงให้โซษะเธเน ซึ่งเป็นพี่น้อง ที่เราแทบไม่รู้จักชื่อของเขาเลย มาเป็นคู่ร่วมประสานของเขา

เมื่อองค์พระเยซูเจ้า ทรงใช้เหล่าสาวกออกไป พระองค์ก็ใช้พวกเขาออกไปเป็นคู่ๆ (ลก.10:1) คือใช้ไปในหลักการของการมีสองคน เพื่อเป็นพยาน.
การอยู่คนเดียวคือการเป็นเอกเทศ แต่การถูกใช้ไปร่วมกับผู้อื่น คือการถูกใช้ไป ตามหลักการของพระกาย

เราสามารถนำหลักการนี้ มาปรับใช้กับตัวเองได้ ในการดำเนินชีวิตคริสตจักร.

ในการรักษาไว้ ซึ่งหลักการอันศักดิ์สิทธิ์นี้ องค์พระผู้เป็นเจ้า ย่อมไม่ทรงยอมให้ผู้รับใช้ของพระองค์ เป็นเอกเทศ.

ในเรื่องนี้ การควบคุมจัดการของมนุษย์ ไม่มีฐานะเลย.
ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตาม แผนการบริหารอันศักดิ์สิทธิ์
ตามหลักการอันศักดิ์สิทธิ์.

วันนี้ในแผนการบริหาร แห่งพันธสัญญาใหม่
การเป็นเอกเทศคือ การละเมิดหลักการแห่งพระกาย.

เราไม่ควรทำตัวเอกเทศ แต่ควรเคลื่อนไหว และกระทำการตามหลักการ แห่งการร่วมประสาน

โดยต้องมีอวัยวะอื่นอีกคนหนึ่ง เป็นอย่างน้อย คอยเป็นคู่ร่วมประสานอยู่เสมอ.

อวัยวะที่จะมาเป็นคู่ร่วมประสานกับเรา ยิ่งมากก็ยิ่งดี. ปัจเจกชน ย่อมไม่อาจเป็นตัวแทนของพระกาย.
• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • •
สรรเสริญขอบคุณพระเจ้า. เราจำต้องมีคู่ร่วมประสาน เพื่อความเป็นหนึ่งแห่งพระกายในการบริหารอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า เอเมน.

เข้าสนิทกับพระคำของพระเจ้าและการอธิษฐานอยู่เสมอ



ดานิเอลไม่เพียงเป็นบุคคล ที่อ่านพระคำของพระเจ้า เป็นประจำเท่านั้น แต่ยังเป็นบุคคลเข้าสนิท กับพระคำของพระเจ้าด้วย

ไม่ได้อ่านพระคัมภีร์ ในลักษณะที่ตายแล้ว.

ทันทีที่เขาสัมผัสกับ ความปรารถนาของพระเจ้า ผ่านพระคำ เขาก็นำตัวเองเข้าสนิท กับความปรารถนานั้นทันที.

วิธีที่เขาใช้อ่านพระคัมภีร์. คือสาเหตุที่เขาสามารถ ได้รับการสัมผัสโดยทุกๆ ถ้อยคำ, โดยความสว่าง, และโดยคำสอนในพระคัมภีร์.

ประเด็นใดที่เขาได้อ่านแล้ว เขาก็จะนำตัวเอง ไปเข้าสนิทกับประเด็นนั้น. .

..ทุกครั้งที่เราค้นพบ ความปรารถนาของพระเจ้า เราก็ต้องนำตัวเราเข้าสนิทกับ ความปรารถนานั้นทันที

ถ้าเราต้องการได้รับพระพร จากพระคำของพระเจ้า เราก็ต้องจัดการ กับใจของเราก่อน และต้องหันสู่องค์พระผู้เป็นเจ้า ด้วยสุดใจอย่างเด็ดขาด
เรายังต้องจัดการกับ สิ่งของด้านลบทุกอย่าง ที่อยู่ในใจของเรา ตลอดจนทุกสิ่ง ที่ทำให้เรากับองค์พระผู้เป็นเจ้า ต้องแยกจากกัน.

พระคัมภีร์เรียกร้องให้เรา ต้องถ่อมตัวเองลง วางลงซึ่งความมั่นใจในตัวเอง และความพอใจในตัวเอง. .

พระคำของพระเจ้าก็คือ ความสว่างที่ฉายส่อง.
ความสว่างนี้ ก็คือพระเจ้าที่อยู่ในพระคำ


อ่านพระคำของพระเจ้า เราก็ต้องเปิดออก...และใช้ทุกส่วนในตัวเราคือ ทั้งกาย, จิต, และวิญญาณของเรา.

การศึกษาพระคัมภีร์ ยังเรียกร้องให้เราฝึกอารมณ์ของเรา มารักพระคำ และฝึกความตั้งใจของเรา มาต้อนรับหลักเกณฑ์ของพระเจ้า ที่อยู่ในพระคำของพระองค์.

เมื่อเราได้ประสบการณ์ ต่อการฉายส่อง, การหล่อเลี้ยงแห่งชีวิต, และการรดน้ำ เราก็จะได้พระพรอย่างอื่น จากพระคำนี้ด้วย
ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นชื่นขึ้น (บพส.19:7ก), การช่วยปลดปล่อย (119:41, 170), กำลัง (ข้อ 28), การปลอบโยน (ข้อ 76), การบำรุงเลี้ยง (ข้อ 103), การค้ำชู (ข้อ 117), และการคุ้มกัน.


สิ่งสำคัญที่เป็นพื้นฐาน สำหรับเรื่องนี้ก็คือ การอธิษฐาน
เพื่อให้มนุษย์ภายในของเรา ได้รับการเพิ่มกำลัง.
ถ้าเราใช้ทุกส่วนของตัวเรา ในการติดต่อกับพระคำ เราก็จะได้รับความสว่าง และการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิต.

ข้อเท็จจริงนี้ย่อมบ่งชี้ว่า
พระคำของพระเจ้า ได้แจกจ่ายองค์ประกอบทางอินทรียภาพ เข้าสู่ตัวเรา.